ยาเลื่อนประจำเดือน กินอย่างไร อันตรายต่อร่างกายไหม

ประจำเดือนเป็นเรื่องที่อยู่กับผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทุกคน แล้วการมาแต่ละครั้งก็เรียกได้ว่าไม่สบายตัวเอาสะเลย หลาย ๆ คนก็มีอาการปวดท้องตอนมีประจำเดือนหรือมีอาการปวดเมื่อยตามตัวจนต้องรีบหาถุงน้ำร้อนมาประคบหรือทานยาแก้ปวดใช่มั้ยคะ? แล้วถ้าประจำเดือนมาในวันที่เรามีแพลนที่จะไปไหนมาไหนหรือทำอะไรที่ต้องใช้กิจกรรมเยอะ ๆ อย่างเช่น ต้องทำกิจกรรมทางน้ำ คุณก็ต้องมีความกังวลมากขึ้นไปอีกหลายเท่า บางคนอาจจะหาวิธีแก้โดยการใช้ผ้าอนามัยแบบสอดหรือถ้วยประจำเดือน (ถ้วยอนามัย) บางคนอาจจะนับวันที่ประจำเดือนมาแล้วค่อยเลื่อนวันทำกิจกรรมแทน ซึ่งเราเชื่อว่าคงจะมีผู้หญิงจำนวนมากที่อาจจะไม่สะดวกกับวิธีเหล่านี้ แต่ไม่ต้องกังวลมากจนเกินไปค่ะ เพราะตอนนี้เขามีสิ่ง ๆ หนึ่งที่จะมาช่วยเลื่อนประจำเดือนให้ออกไปจากวันที่เราเฝ้ารอ สิ่งนั่นเรียกว่า “ยาเลื่อนประจำเดือน” หลายคนอาจจะได้ยินชื่อนี้มาแล้ว หลายคนมีคำถามว่ามันคืออะไร?

ยาเลื่อนประจำเดือน คืออะไร

การรับประทานยาเลื่อนประจำเดือน จึงส่งผลให้ ระดับ Progesterone ในร่างกายเราสูงขึ้น ในขณะที่รับประทานยาจึงทำให้ไม่มีรอบเดือน และมดลูกหนาตัวขึ้น เมื่อไข่ไม่ได้รับการผสม และหยุดรับประทานยาเลื่อนประเดือนจำเดือนให้ Progesterone ลดต่ำลง เป็นผลให้เยื่อบุมดลูกที่หนาตัวหลุดออกไปเป็นประจำเดือน เข้าสู่ภาวะของรอบเดือน ซึ่งไม่สามารถนับรอบเดือนครั้งนี้ได้ตามปกติ จึงไม่ควรใช้วิธีนับวันสำหรับเดือนในครั้งต่อไป

วิธีรับประทานยาเลื่อนประจำเดือน (1)

ยาเลื่อนประจำเดือน จะมีตัวยาที่สำคัญ คือ นอร์เอทีสเตอโรน (Norethisterone) ขนาด 5 มิลลิกรัม  โดยวิธีการใช้ ควรเริ่มรับประทานอย่างน้อย 3 วัน ก่อนที่ประจำเดือนจะมา ให้รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น) หรือวันละ 3 ครั้ง (เช้า กลางวัน เย็น) หลังจากหยุดยา ประจำเดือนจะมาภายใน 2-3 วัน ยาตัวนี้ไม่ได้ใช้เป็นยาคุมกำเนิด ดังนั้นหากคุณมีเพศสัมพันธ์ช่วงนั้นอาจส่งผลให้เกิดการตั้งครรภ์ได้ ดังนั้น ควรใช้ถุงยางอนามัยในการคุมกำเนิดร่วมด้วย

ข้อควรระวัง คือ ไม่ควรยาติดต่อกันนานเกิน 2 สัปดาห์

การกินยาเลื่อนประจำเดือน อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ ดังนี้

  • รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
  • ปวดศีรษะ
  • คัดตึงเต้านม
  • คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ
  • มีอารมณ์ทางเพศพันธ์ที่มากขึ้น




หากรับประทานยาคุมอยู่แล้ว จะใช้ยาเลื่อนประจำเดือนได้หรือไม่ (1)

เนื่องจากยาคุมมีหลายประเภท จึงขอแยกเป็น2 กรณีดังนี้

กรณีที่ 1 รับประทานยาคุมกำเนิดแบบแผงละ 21 เม็ด โดยปกติแล้วจะต้องหยุด 7 วันแล้วรับประทานแผงต่อไป แต่ถ้าต้องการเลื่อนประจำเดือน เมื่อรับประทานยาคุมจนหมดแผง สามารถรับประทานแผงต่อไปได้เลย โดยไม่ต้องหยุดยาจะทำให้สามารถเลื่อนประจำเดือนได้

กรณีที่ 2 รับประทานยาคุมกำเนิดแบบแผงละ 28 เม็ด โดยปกติเมื่อรับประทานยาคุมไป 21 เม็ดแล้วนั้น จะเหลือยาอยู่ 7 เม็ด ซึ่งแล้วต้องรับประทานไปจนครบ 28 วัน แต่หากต้องการเลื่อนประจำเดือน เมื่อรับประทานยาครบ 21 วัน แล้วให้เริ่มรับประทานยาคุมกำเนิดแผงใหม่ได้เลย โดยไม่ต้องรับประทาน 7 เม็ดที่เหลือในแผงเดิม

ซึ่งหากมีข้อสงสัยว่ายาคุมกำเนิดที่ท่านรับประทานอยู่จะสามารถใช้เลื่อนประจำเดือนได้อย่างไร ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

การกินยาเลื่อนประจำเดือน และการรับประทานยาคุมเพื่อเลื่อนประจำเดือน อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ ดังนี้

  • รู้สึกไม่สบายตัว
  • ปวดศีรษะ
  • ท้องเสีย
  • รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
  • ประจำเดือนมาถี่ แต่มาแบบกะปริบกะปรอย หรือไม่มาเลย

รับประทานยาคุมกำเนิดฉุกเฉินในช่วงเวลาใกล้ๆกับยาเลื่อนประจำเดือนได้หรือไม่? (2)

เนื่องจากทั้งยาคุมกำเนิดฉุกเฉินและยาเลื่อนประจำเดือน มีตัวยาอยู่ในกลุ่มที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน หากหยุดยาจะทำให้มีเลือดออกมาเหมือนกัน ดังนั้นการใช้ยาทั้งสองชนิดในเวลาใกล้เคียงกัน เช่น ในเดือนเดียวกัน เป็นต้น นอกจากจะทำให้เสียเลือดบ่อยกว่าปกติแล้ว ยังมีผลให้รอบเดือนผิดปกติได้ด้วย ทั้งนี้ หากมีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งและไม่พร้อมจะตั้งครรภ์ ควรใช้ถุงยางอนามัยป้องกันทุกครั้ง หรือเปลี่ยนมาใช้ยาคุมกำเนิดแบบปกติจะเหมาะสมกว่า

รับประทานยาเลื่อนประจำเดือนบ่อยๆ จะมีผลเสียหรือไม่? (2)

อาการที่พบบ่อยจากการใช้ยาเลื่อนประจำเดือน คือ ประจำเดือนผิดปกติ เช่น รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอ ประจำเดือนมาถี่แต่มาแบบกะปริบกะปรอย หรือบางครั้งอาจประจำเดือนไม่มาเลย ดังนั้น จึงไม่ควรใช้ยาเพื่อเลื่อนประจำเดือนบ่อยๆ จนเกินไป

ผู้หญิงทุกคนสามารถรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนได้หรือไม่

ยาเลื่อนประจำเดือนปลอดภัยสำหรับผู้หญิงส่วนใหญ่ แต่ไม่ควรใช้กับผู้หญิงที่มาอาการเหล่านี้ (2)

  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ
  • ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
  • ผู้ที่มีประวัติของโรคดีซ่าน ในระหว่างตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดอุดตัน
  • ผู้หญิงที่กำลังต้องครรภ์
  • ผู้หญิงที่ให้นมลูก

ดังนั้น การรับประทานยาเลื่อนประจำเดือนนั้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งนะคะ และศึกษาข้อมูลก่อนการใช้ยาก่อน เพราะยาเลื่อนประจำเดือนก็ไม่ได้เหมาะกับผู้หญิงทุกคน รวมถึงไม่ควรใช้ยาตามอำเภอใจ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายของตัวคุณเอง

References

  1. How can I delay my period?
  2. ยาเลื่อนประจำเดือน โดย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Best Review Asia

Best Review Asia

เขียน เรียบเรียงบทความ และพิสูจน์อักษร จากทีม เบสท์รีวิว เอเชีย เราหวังว่าบทความนี้จะให้ประโยชน์กับทุก ๆ คนค่ะ

Next Post