Coldplay เรียกได้ว่าเป็นวงดนตรีจากประเทศอังกฤษที่ประสบความสำเร็จระดับโลก มีแนวเพลงสไตล์ Pop และ Rock ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่ว่าใครฟังก็จะรู้ได้ทันทีว่าคือเพลงของวงนี้ โดย Coldplay ฟอร์มวงมาตั้งแต่ในปี 1997 หรือเมื่อประมาณ 26 ปีก่อน แต่ถึงแม้ว่าระยะเวลาจะผ่านมานานหลายสิบปี แต่วงนี้ยังคงยืนหยัดในอุตสาหกรรมเพลงอย่างมั่นคง มีรางวัลระดับโลกอย่าง Grammy Award การันตีคุณภาพ แม้แต่ศิลปินยุคใหม่อย่าง BTS และนักร้องทุกสายทุกแขนงยังคงต้องการร่วมงานด้วย เพราะเป็นไอดอลของศิลปินหลายท่าน
ด้วยความดังระดับนี้ทำให้ Coldplay ยังคงมีแฟนคลับหนาแน่น มีการเดินสายไปเล่นคอนเสิร์ตทั่วโลก และในประเทศไทยเองล่าสุดก็ประกาศออกมาแล้วว่าจะมีคอนเสิร์ตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปี 2024 ดังนั้นเพื่อเป็นการวอร์มเสียงและเตรียมความพร้อมก่อนไปคอนเสิร์ต เว็บไซต์ของเราจึงอยากจะมาแชร์ ‘ประวัติและผลงานเพลง Coldplay’ ให้ทุกคนได้รู้จักพวกเขามากขึ้นครับ
ประวัติของ Coldplay
จุดเริ่มต้นของวงนี้เกิดขึ้นจากการเจอกันระหว่าง Chris Martin และ Jonny Buckland ที่งานปฐมนิเทศของมหาวิทยาลัย โดยทั้งคู่เริ่มต้นด้วยการเขียนเพลงร่วมกันในปี 1997 และใช้เวลาทั้งวันทั้งคืนในการฝึกร้อง หลังจากนั้นไม่นานก็มีสมาชิกใหม่เข้ามาเพิ่มนั่นคือ Guy Berryman จากนั้นก็เริ่มต้นอัดเสียงเพื่อทำเดโมขึ้นมา อย่างไรก็ดีการรวมตัวในครั้งนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบเท่าไหร่เพราะยังขาดมือกลอง โดยในช่วงนั้นมีการตั้งชื่อวงว่า ‘Big Fat Noises’
หลังจากนั้นไม่นานก็ได้มือกลองคนเก่งอย่าง Will Champion เข้ามาเป็นสมาชิกในวง ซึ่งตามจริงแล้วทางด้านของ Chris, Jonny และ Guy ได้ไปที่บ้านของเพื่อน Will เพื่อทาบทามให้เข้ามาร่วมวง แต่ด้วยเพื่อนของเขาปฎิเสธไปจึงทำให้ทาง Will บอกว่าจะเข้าไปช่วยแทน เมื่อฟอร์มวงเสร็จแล้วเรียบร้อยก็เริ่มออกสายโชว์การแสดงต่าง ๆ และปล่อยมินิอัลบั้มออกมาชื่อว่า ‘Safety’ โดยเพื่อนของ Phil Harvey ได้ช่วยวางขายอัลบั้มตามท้องตลาดกว่า 150 แห่งและขายให้กับเพื่อนร่วมชั้นในราคา 3 ปอนด์ ทั้งนี้ส่วนที่เหลือก็ส่งให้กับทางค่ายเพลง
ในช่วงนั้นทางวงพยายามหาทางโปรโมทตัวเองและขายอัลบั้มไปพร้อม ๆ กัน โดย Phil แนะนำให้วงไปแสดงโชว์ที่ Dingwalls และคาดหวังว่าจะขายอัลบั้มได้อย่างน้อย 50 ก็อปปี้ ทั้งนี้เพื่อให้วงของเพื่อนตัวเองประสบความสำเร็จ Phil เลยตัดสินใจดร็อปการเรียนของตัวเองในมหาวิทยาลัยดังระดับโลกอย่าง Oxford เพื่อมาทำหน้าที่ในการเป็นผู้จัดการของวง

วงเดินสายเยอะมากในช่วงซัมเมอร์ของปี 1998 จากนั้นวงก็เริ่มหาคอนแนคชันเพื่อติดต่อค่ายเพลงต่าง ๆ ซึ่งในตอนนั้นก็มีหลายค่ายที่ปฎิเสธการดึงวง Coldplay เข้ามาเป็นศิลปินในค่าย แต่โชคก็ยังคงเข้าข้างเพราะพวกเขาได้เป็นแขกรับเชิญในงาน Lamacq’s Evening Session และเซ็นสัญญาระยะเวลาสั้น ๆ กับค่าย Fierce Panda Records
ความสามารถของวงเริ่มไปเตะตากับหลายค่าย ทำให้มีการเทียบเชิญกว่า 6 ค่ายในการเซ็นสัญญาเพื่อเป็นศิลปินของค่าย ซึ่งทางวงเลือกเซ็นสัญญากับ Parlophone และปล่อยเพลง ‘Brothers & Sisters’ ออกมา หลังจากนั้นเพียงแค่วันเดียวทั้งวงก็เข้าไปสอบไฟนอลในมหาวิทยาลัย UCL ทันที (สู้ชีวิตมาก ๆ) เมื่อเซ็นสัญญาแล้วเรียบร้อยทางวงก็มีแผนการทำอัลบั้มและออกทัวร์คอนเสิร์ตตามงาน Festival ใหญ่ ๆ ทั้งยังออกกฎเพื่อสร้างความเรียบร้อยให้กับวงนั่นคือ หากใครใช้สารเสพติดจะโดนไล่ออกจากวงทันที เพื่อความเป็นมืออาชีพและแบบอย่างที่ดี
เมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงปี 2000 ทางวงก็ตัดสินใจจะเดบิ้วท์อัลบั้มแรกของตัวเองนั่นคือ ‘Parachutes’ พร้อมกับปล่อยซิงเกิ้ลแรกอย่าง ‘Shiver’ ออกมา ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมากครับ เพราะเพลงไต่ไปได้ถึงอันดับที่ 35 ถ้าเปรียบเทียบกับ EP หรือมินิอัลบั้มก่อนหน้านี้บอกได้เลยว่ายอดขายเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เลยครับ ส่วนตัวอัลบั้มขึ้นอันดับ 1 ได้ตั้งแต่ในสัปดาห์แรก อีกทั้งยังได้เสนอชื่อให้เป็น Head Line ของ Glastonbury Festival ซึ่งถือว่าเป็นเทศกาลดนตรียักษ์ใหญ่ของประเทศอังกฤษเลยทีเดียว ดังนั้นการปล่อยอัลบั้มนี้ถือว่าประสบความสำเร็จสุด ๆ
หลังจากนั้นทางค่ายก็ดัน Coldplay อย่างสม่ำเสมอและแน่นอนว่าวงก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ดังแค่เพียงในอังกฤษเท่านั้นแต่เรียกได้ว่าดังทั่วโลก ยิ่งในปี 2008 เรียกว่าเป็นจุดพีคของทางวง เนื่องจากซิงเกิลขึ้นอันดับ 1 ทั้งในอังกฤษและตีตลาดในอเมริกาแตก สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 ได้ อีกทั้งยังมีการทัวร์คอนเสิร์ตไปทั่วโลก และที่คนไทยหลายคนตั้งตารอกันคือกุมภาพันธ์ 2024 ที่ Coldplay จะมาทัวร์คอนเสิร์ตในประเทศไทยของเรา แต่ก่อนที่จะเข้าคอนเสิร์ตเรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าเพลงฮิตของทางวงมีอะไรบ้าง เพื่อเตรียมตัวรับความสนุกและร้องไปกับวงดนตรีระดับโลกอย่าง ‘Coldplay’ ครับ
1. Viva La Vida
| แนวเพลง | Baroque pop, orchestral pop และ art rock |
| ค่ายเพลง | Parlophone และ Capitol |
| ผู้แต่งเพลง | Guy Berryman, Jonny Buckland, Will Champion และ Chris Martin |
| โปรดิวเซอร์ | Markus Dravs, Brian Eno, Jon Hopkins และ Rik Simpson |
| เพลงในปี | 2008 |
Viva La Vida คือหนึ่งตำนานของวง Coldplay เพราะเพลงนี้ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก สามารถขึ้นอันดับ 1 ได้ทั้งในอังกฤษและอเมริกา ทั้งยังชนะรางวัลเพลงยอดเยี่ยมจาก Grammy Awards อีกด้วย โดยเพลงนี้มีการนำเอาดนตรี Pop และ Rock มาผสมกับออเคสตร้า ซึ่งทำออกมาได้ลงตัวทำให้เพลงดูมีความแปลกใหม่ในยุคนั้นพอสมควร เป็นอะไรที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เรียกว่าเป็นเพลงที่เสี่ยงตายอยู่พอสมควรว่าคนจะเก็ตกับดนตรีแบบนี้หรือไม่ แต่ด้วยการมิกซ์ดนตรีที่เพอร์เฟคบวกกับเนื้อเพลงที่พูดถึงเกี่ยวกับคริสเตียนและประวัติศาสตร์ก็ยิ่งเพิ่มความขลัง ทำให้เพลงนี้อยู่ในใจของแฟนเพลงนับล้านคนจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งยังสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวง Coldplay ด้วยเช่นกัน
2. My Universe With BTS
| แนวเพลง | Synth-pop และ pop rock |
| ค่ายเพลง | Parlophone และ Atlantic |
| ผู้แต่งเพลง | Guy Berryman, Jonny Buckland, Will Champion, Chris Martin, Max Martin Oscar Holter, Bill Rahko, RM, Suga และ J-Hope |
| โปรดิวเซอร์ | Max Martin, Oscar Holter และ Bill Rahko |
| เพลงในปี | 2021 |
เป็นการร่วมงานที่ฮือฮาอยู่พอสมควร เพราะในตอนนั้นวง BTS ถือว่ามาแรงแซงทางโค้งทั้งในเรื่องของกระแสและคุณภาพของเพลงที่แม้แต่ชาวอเมริกายังได้รับการยอมรับ โดย BTS ร่วมงานกับศิลปินอเมริกาหลายคนครับ ไม่ว่าจะเป็น Halsey และ Megan Stallion แต่สำหรับการร่วมงานกับ Coldplay อาจไม่มีใครคาดคิด ทั้งนี้โปรเจคของเพลงได้ทำไว้เพื่อ BTS เพียงวงเดียว แต่เมื่อทั้งสองวงร้องพร้อมกันกลับกลายเป็นเสริมให้เพลงสมบูรณ์แบบมากขึ้น เป็นการนำเอา Pop Korean Style เข้าไปเบลนกับดนตรี Rock เป็นดนตรีที่ฟังได้เรื่อย ๆ แบบไม่มีเบื่อ เพิ่มมู้ดดี ๆ ให้กับคนฟัง จนเพลงนี้เปิดตัวขึ้นอันดับ 1 ได้แบบไม่ยากเย็น
3. Something Just Like This
| แนวเพลง | EDM และ pop |
| ค่ายเพลง | Disruptor และ Columbia |
| ผู้แต่งเพลง | Andrew Taggart, Guy Berryman, Jonny Buckland, Will Champion และ Chris Martin |
| โปรดิวเซอร์ | The Chainsmokers |
| เพลงในปี | 2017 |
‘Something Just Like This’ พูดถึงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ดี ๆ ระหว่างกัน โดยความรักไม่จำเป็นต้องพิเศษหรือเหนือมนุษย์อะไรมากมาย ขอเพียงให้ความรักความใส่ใจต่อกันก็เพียงพอแล้ว ส่วนดนตรีจะมีการนำเอา EDM มาใส่ตามสไตล์ของ The Chainsmokers และเพิ่มความเป็นป๊อปลงไปให้เพลงละมุนยิ่งขึ้น อีกทั้งเสียงของมาร์ตินก็กลืนไปกับดนตรีดีมาก ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่นเหมือนหลุดเข้าไปในโลกที่สดใสขึ้น หากใครรู้สึกแย่ ๆ เพลงนี้สามารถฮีลใจของเราได้เป็นอย่างดี
4. Speed Of Sound
| แนวเพลง | Rock |
| ค่ายเพลง | Parlophone |
| ผู้แต่งเพลง | Guy Berryman, Jonny Buckland, Will Champion และ Chris Martin |
| โปรดิวเซอร์ | Danton Supple และ Coldplay |
| เพลงในปี | 2005 |
‘Speed Of Sound’ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลูกสาวของมาร์ตินในการเขียนเพลง ส่วนบีทได้ไอเดียจากเพลง Running Up that Hill โดยไฮไลท์ของเพลงจะมีความเป็น Pop ที่มีความลึกซึ้ง นักวิจารณ์หลายคนบอกเป็นหนึ่งในเพลงที่เฟรชและอารมณ์เพลงค่อนข้างจะลึกซึ้งมาก มีการใส่เสียงกลองและดนตรีออเคสตร้าเข้าไป เมื่อฟังแล้วรู้สึกล่องลอยเหมือนอยู่ในฝันหรือล่องลอยไปในอดีต เหมาะกับการเปิดระหว่างขับรถเที่ยวหรือวันหยุดสุด ๆ ฟังกี่ครั้งก็รู้สึกเฟรชสดใสขึ้นมาทันที เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ไม่ว่าเปิดในยุคไหนก็เพราะและใหม่อยู่เสมอ
5. A Sky Full Of Stars
| แนวเพลง | Progressive house และ alternative rock |
| ค่ายเพลง | Parlophone และ Atlantic |
| ผู้แต่งเพลง | Guy Berryman, Jonny Buckland, Will Champion, Chris Martin และ Tim Bergling |
| โปรดิวเซอร์ | Avicii, Coldplay, Paul Epworth, Daniel Green และ Rik Simpson |
| เพลงในปี | 2014 |
‘A Sky Full Of Stars’ ได้รับคำชมจากวิจารณ์เพลงมืออาชีพค่อนข้างเยอะ โดยหลายคนบอกว่าเพลงนี้มีพลังเยอะ ฟังแล้วคลาสซี่และสนุกไปด้วยในตัว อีกทั้งทางวงยังมีการใส่ EDM เข้าไปซึ่งในช่วงนั้นถือว่ากำลังเป็นเทรนด์ ทำให้เพลงนี้ค่อนข้างติดหูและเต้นไปตามจังหวะของเพลงได้ด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงที่สนุกมาก!! ในการแสดงโชว์บนคอนเสิร์ต เพราะร้องคลอไปกับวงได้ไม่ยาก ฟังกี่ครั้งดูได้รับความรู้สึกดี ๆ เหมือนได้หวนเวลากลับไปในวันเก่า ๆ ที่แสนสดใส ผมยกให้เป็น Masterpiece ชิ้นหนึ่งของวงเลยละครับ
6. Adventure Of A Lifetime
| แนวเพลง | Disco, pop rock และ funk |
| ค่ายเพลง | Parlophone และ Atlantic |
| ผู้แต่งเพลง | Guy Berryman, Jonny Buckland, Will Champion, Mikkel S. Eriksen, Tor Erik Hermansen และ Chris Martin |
| โปรดิวเซอร์ | Rik Simpson และ Stargate |
| เพลงในปี | 2015 |
‘Adventure Of A Lifetime’ เป็นเพลงหนึ่งที่ให้ความรู้สึกเหมือนกับย้อนอดีตไปในช่วงวัยเด็ก ซึ่งดนตรีของเพลงนี้จะใส่ Disco และบีท Funky ลงไป ทำให้ภาพรวมของเพลงสนุกฟังได้เรื่อย ๆ โดยไม่รู้สึกเบื่อ รวมไปถึงเนื้อเพลงก็ค่อนข้างน่ารัก มีการพูดถึงเรื่องของชีวิตและความรักให้ความ Positive กับคนฟังได้เป็นอย่างดี สำหรับคนไหนที่กำลังรู้สึกดาวน์กับชีวิตของตัวเอง เพลงนี้จะสะกิดให้เราเข้าใจว่าทุกปัญหาหรือทุกทางเดินของชีวิตเปรียบเสมือนการผจญภัย เมื่อเวลาผ่านไปทุกอย่างย่อมดีขึ้นเสมอ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่น่ารักและความหมายดีมาก ๆ
7. Every Teardrop Is A Waterfall
| แนวเพลง | Arena rock |
| ค่ายเพลง | Parlophone |
| ผู้แต่งเพลง | Peter Allen, Adrienne Anderson, Guy Berryman, Jonny Buckland, Harry Castioni, Will Champion, Alex Christensen, Brian Eno, B Lagonda, Chris Martin และ Wycombe |
| โปรดิวเซอร์ | Markus Dravs, Daniel Green และ Rik Simpson |
| เพลงในปี | 2011 |
‘Every Teardrop Is A Waterfall’ อาจไม่ได้เป็นเพลงที่ดังที่สุดของทางวง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องคุณภาพแล้วเพลงนี้ไม่แพ้ใครแน่นอน อย่างแรกเลยคือดนตรีเบสที่เป็นป๊อปเพราะมาก มีการใส่ดนตรีร็อคตามสไตล์ของวงลงไป ฟังแล้วจะรู้สึกถึงความอบอวลของความสุขเหมือนโดนต้องมนต์ รวมไปถึงยังให้ฟิลลิ่ง Old School ด้วยเช่นกัน เป็นเพลงร็อคที่ยังคงความหวานใสฟังไม่ยากครับ ส่วนคุณภาพก็ไม่ต้องไปการันตีอะไรให้มากมาย เพราะเพลงนี้เข้าชิงรางวัล Grammy Awards ถึง 2 รางวัล และขึ้นอันดับ 6 ในอังกฤษอีกด้วยครับ
8. Magic
| แนวเพลง | Pop rock และ R&B |
| ค่ายเพลง | Parlophone และ Atlantic |
| ผู้แต่งเพลง | Guy Berryman, Jonny Buckland, Will Champion และ Chris Martin |
| โปรดิวเซอร์ | Coldplay, Paul Epworth, Daniel Green และ Rik Simpson |
| เพลงในปี | 2014 |
‘Magic’ เหมือนจะเป็นเพลงที่ฟังแล้วดูชิลเหมาะกับการเปิดในวันหยุด แต่จริง ๆ แล้วทั้งดนตรีและเนื้อเพลงต้องบอกว่าไม่ธรรมดา แฝงไปด้วยลูกเล่นต่าง ๆ ทางด้านของดนตรีจะเป็น Pop Rock ผสมผสานกับ R&B ฟังแล้วลื่นหูและเพราะตามแบบฉบับของ Coldplay ฟังแล้วจะรู้สึกคลาสสิกที่เก่าก็ไม่เก่าจะบอกว่าไม่ก็ไม่ใหม่ เอาเป็นว่ากลมกล่อมมากเปิดในยุคไหนก็ยังคงความไพเราะเอาไว้อยู่ ในขณะที่เนื้อเพลงถึงแม้ว่าจะเศร้าแต่ยังคงทิ้งความห่วงใยและความหอมหวานในอดีต สำหรับใครที่อยู่ในช่วงอกหักอาจมีน้ำตาหรือโดนดูดเข้าไปอยู่ในภวังค์ของเพลงได้เลย
9. Fix You
| แนวเพลง | Rock และ alternative rock |
| ค่ายเพลง | Parlophone และ Capitol |
| ผู้แต่งเพลง | Chris Martin, Jonny Buckland, Guy Berryman และ Will Champion |
| โปรดิวเซอร์ | Ken Nelson, Danton Supple และ Coldplay |
| เพลงในปี | 2005 |
เบื้องลึกเบื้องหลังของเพลงนี้ลึกซึ้งมาก เพราะมาร์ตินแต่งเพลงเพื่อปลอบภรรยาของตัวเองหลังจากที่เธอสูญเสียคุณพ่อสุดที่รักไป ทั้งนี้ด้วยดนตรีที่คลอด้วยกีตาร์กับเปียโนในช่วงเริ่มต้นของเพลงก็ยิ่งทำให้สัมผัสได้ถึงความจริงใจและการปลอบประโลมในการให้กำลังใจ ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งที่เรียกน้ำตาให้กับคนทั่วโลก แต่ในทางกลับกันก็ช่วยชีวิตคนที่กำลังทุกข์หรือคนที่กำลังเป็นโรคซึมเศร้าได้ไม่น้อย เพราะฟังแล้วยังรู้สึกเหมือนมีคนเคียงข้างและทุกปลายทางยังมีแสงสว่างอยู่เสมอ ความอบอุ่นและความซึ้งของเพลงทำให้ Rolling Stone จัดอันดับให้ ‘Fix You’ อยู่ในอันดับที่ 392 ของเพลงที่ดีที่สุดตลอดกาล