เพลงสากลยุค 60 ยุคทอง POP คลาสสิก สนุกและขับเคลื่อนสังคม

ก่อนหน้านี้ผมได้แนะนำเพลงสากลสุดฮิตในแต่ละยุคให้ทุกคนได้ฟัง ไม่ว่าจะเป็น เพลงสากลยุค 70 ซึ่งคนในยุคนั้นจะมีเทรนด์การฟังแนวดนตรีแบบ Disco หรือ Soul จากนั้นในเพลงในยุค 80 ก็จะเปลี่ยนแปลง เพราะคนส่วนใหญ่เริ่มจะไปฟัง R&B มากขึ้น ต่อมาในยุค 90 เพลง Pop ก็เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยศิลปินชื่อดังอย่าง Michael Jackson ได้ทำการบุกเบิกดนตรีป็อปไว้ในช่วงปลายปี 80 จนเราเห็นศิลปินหน้าใหม่ที่มาทางสายนี้โดยเฉพาะ อย่างเช่น Britney Spears, Cristina Aguilera หรือ Justin Timberlake ซึ่งศิลปินที่ว่ามานี้ก็เป็นแรงบันดาลใจต่อศิลปินชื่อดังในปัจจุบันมากมาย นั่นคือ Lady Gaga, Ariana Grande, Taylor Swift, Bruno Mars หรือ Justin Bieber

แต่หากพูดกันตามจริงก็ต้องบอกว่าเพลง POP ไม่ได้รุ่งเรืองเพียงแค่ปลายยุค 80 หรือ 90 เท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้ว มันเคยฮิตมาก่อนตั้งแต่ ‘เพลงสากลยุค 60’ เพราะหากสังเกตให้ดี เพลงที่สามารถขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ได้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นป็อปแทบทั้งสิ้น โดยถ้าถามว่าทำไมคนในยุคนั้นถึงนิยมเพลงแนวนี้กัน

ก็ต้องบอกว่ายุค 60 มีเหตุการณ์เกี่ยวกับสังคมโลกหลายอย่าง การเคลื่อนไหวเกี่ยวกับคนผิวสี หรือ สงครามเวียดนาม แต่ละเหตุการณ์ถือว่าล้วนจะสร้างความตึงเครียดให้กับผู้คน แน่นอนว่าการที่จะฮีลความรู้สึกของคนได้ดี คงหนีไม่พ้นเพลงสนุก ๆ อย่าง Pop และยังมีศิลปินหลายคนที่ใช้เพลงนี้ในการขับเคลื่อนและสร้างความเท่าเทียมในสังคมอีกด้วย ทั้งนี้อาจจะมีการแซมด้วย Rock & Roll หรือ Soul เข้ามาบ้างเพื่อเพิ่มสีสันให้วงการ ซึ่งจะมีเพลงฮิตอะไรบ้าง ไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันครับ




1. Are You Lonesome Tonight? – Elvis Presley

Are You Lonesome Tonight? - Elvis Presley
Are You Lonesome Tonight? – Elvis Presley
แนวเพลง Pop
ค่ายเพลง RCA Victor
ผู้แต่งเพลง Lou Handman และ Roy Turk
โปรดิวเซอร์ Steve Sholes และ Chet Atkins
เพลงในปี 1960

ถึงแม้ศิลปินระดับตำนานอย่าง Elvis Presley จะจากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่บทเพลงและเสียงร้องอันไพเราะของเขายังคงฝังอยู่ในใจของใครหลายคน ซึ่งหนึ่งในเพลงอันโด่งดังของเขาในยุค 60 คือ ‘Are You Lonesome Tonight?’ เป็นเพลงแนว Country Pop จังหวะช้า ๆ กับเสียงหล่อของเขาที่ร้องคลอไปกับกีตาร์ โดยเนื้อหาของเพลงจะเกี่ยวกับความรักที่ไม่สมหวัง หลังจากที่ความสัมพันธ์จบลงแต่ความห่วงหาอาทรยังคงมีอยู่ ในการที่จะถามว่า “คุณรู้สึกเหงาหรือป่าว ?” บอกได้เลยว่าเป็นเพลงที่คนอกหักฟังคงจะต้องอกแตกตายร้องไห้ฟูมฟายกันไปทั้งโลก แต่ในแง่ของเพลงต้องบอกว่าเสียงของ Elvis ดีมากจนดึงให้คนฟังสามารถฟังไปได้เรื่อย ๆ ทั้งเพลง


2. Hey Jude – The Beatles

Hey Jude - The Beatles
Hey Jude – The Beatles
แนวเพลง Pop rock
ค่ายเพลง Apple
ผู้แต่งเพลง Lennon–McCartney
โปรดิวเซอร์ George Martin
เพลงในปี 1968

Hey Jude เป็นเพลงที่เขียนขึ้นโดย Paul McCartney แต่หลังจากนั้นเขาก็ได้ยกเครดิตให้กับ Lennon–McCartney โดยเบื้องลึกเบื้องหลังของเพลงนี้มาจากการที่ Paul ต้องการให้กำลังใจกับ Julian ลูกชายของ Lenon ที่มีอายุเพียงแค่ 5 ขวบในตอนนั้น แต่เขากำลังจะต้องเผชิญกับพ่อแม่ที่หย่าร้างกัน ซึ่งความจริงใจและการให้กำลังใจที่ออกมาจากหัวใจของเขาจริง ๆ เลยทำให้เพลงนี้กินใจคนฟังกันไปถ้วนหน้า กลายเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ให้กำลังใจหลายคนได้ดี จนสามารถขึ้นอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 และถูกยกให้เป็นเพลงอันดับที่ 8 จากทั้งหมด 500 เพลงที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ หากใครที่กำลังหาเพลงให้กำลังใจดี ๆ สักเพลง “Hey Jude” จะปลอบประโลมหัวใจของคุณได้


3. I’m a Believer – The Monkees

I'm a Believer - The Monkees
I’m a Believer – The Monkees
แนวเพลง Pop
ค่ายเพลง Colgems
ผู้แต่งเพลง Neil Diamond
โปรดิวเซอร์ Jeff Barry
เพลงในปี 1966

“I’m a Believer” คือเพลงที่ขายดีมากที่สุดในปี 1967 และมียอดขายซิงเกิ้ลทั่วโลกมากกว่า 10 ล้าน ก็อปปี้ ทั้งยังสามารถขึ้นอันดับ 1 ได้ถึง 12 ประเทศ ซึ่งสาเหตุที่เพลงนี้ค่อนข้างจะดัง ก็เนื่องจากเพลงมีความ Easy Listening ฟังได้ง่ายและเต้นตามดนตรีได้เรื่อย ๆ ตามสไตล์เพลง Pop อีกทั้งหลังจากปล่อยเพลงออกมาสื่อทุกสำนักที่วิจารณ์เพลงต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเพลงนี้จะดัง และแน่นอนว่ามันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ โดยความดังของเพลงนี้ทำให้มีเวอร์ชันโคฟเวอร์ประกอบอนิเมชั่นชื่อดังอย่าง “Sherk” ที่เด็กหลายคนอาจเคยดูกันผ่านตากันมาบ้าง


4. Tossin’ and Turnin’ – Bobby Lewis

Tossin' and Turnin' - Bobby Lewis
Tossin’ and Turnin’ – Bobby Lewis
แนวเพลง R&B
ค่ายเพลง Beltone
ผู้แต่งเพลง Ritchie Adams และ Malou Rene
โปรดิวเซอร์
เพลงในปี 1961

หลายคนอาจเคยได้ฟังเพลงนี้ผ่านหูมาโดยไม่รู้ว่าเพลงชื่ออะไรและใครเป็นคนร้อง โดย Tossin’ and Turnin’ จะเป็นแนวเพลง R&B ซึ่งเป็นดนตรีจังหวะสนุก ๆ ซิกเนเจอร์ของเพลงจะเป็นคอรัสที่ร้อง “จู๊ดจูดจู๊ดู๊ดจู๊ด” เป็นอะไรที่คลาสสิกมากของยุค 60 หากใครอยากฟังและสัมผัสในยุคนี้จริง ๆ เพลงนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก สร้างความสนุกให้กับทุกคนที่ฟังได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ความโด่งดังของเพลงคือการอยู่บนชาร์ตอันดับ 1 ได้ยาวนานถึง 7 สัปดาห์ ซึ่งต้องบอกว่าน้อยคนมากที่จะทำได้ อีกทั้ง Billboard ยังวางเพลงนี้ไว้บนหิ้ง ด้วยการจัดอันดับให้ Tossin’ and Turnin’ อยู่ในอันดับ 27 ที่โด่งดังมากที่สุดตลอดกาลบนชาร์ต Billboard


5. Sugar, Sugar – The Archies

Sugar, Sugar - The Archies
Sugar, Sugar – The Archies
แนวเพลง Bubblegum pop
ค่ายเพลง Calendar, Kirshner และ RCA Records
ผู้แต่งเพลง Andy Kim และ Jeff Barry
โปรดิวเซอร์ Jeff Barry
เพลงในปี 1969

Sugar, Sugar ถูกเขียนขึ้นโดย Andy Kim และ Jeff Barry โดยทุกคนที่เคยดู Music Video ของเพลงนี้จะคุ้นชินกับตัวการ์ตูนที่เป็นวงดนตรี ซึ่งในแง่ของแนวดนตรีของเพลงจะเป็น Bubblegum Pop ที่สนุกและฟังไปได้จนจบเพลงแบบไม่มีเบื่อ โดยหาของเพลงจะเป็นเชิงจีบสาว ที่หนุ่ม ๆ หลายคนในช่วงยุคนั้นใช้เป็นสื่อกลางในการบอกรักกัน ถึงแม้เพลงจะสนุกที่ก็แซมด้วยความโรแมนติกหวาน ๆ หากใครอยากสร้างโรแมนติกกับแฟนของตัวเองด้วยเพลงสุดคลาสสิก ผมแนะนำเพลงนี้ของวง The Archies เลยครับ


6. In the Year 2525 – Zager and Evans

In the Year 2525 - Zager and Evans
In the Year 2525 – Zager and Evans
แนวเพลง Folk rock และ psychedelic rock
ค่ายเพลง RCA Victor
ผู้แต่งเพลง Rick Evans
โปรดิวเซอร์ Zager and Evans
เพลงในปี 1969

ถึงแม้ว่า Zager และ Evans จะถูกตั้งฉายาให้ว่าเป็น ‘one-hit wonder’ หรือศิลปินที่มีเพลงดังหรือพีคเพียงแค่เพลงเดียว แต่ก็บอกได้เลยว่าเพลงสุดฮิตที่เขาฝากไว้กับวงการเพลงอย่าง ‘In the Year 2525’ เป็นอะไรที่แปลกใหม่และไม่เหมือนใครเลยในยุคนั้น โดยเนื้อเพลงจะเป็นการสันนิษฐานเรื่องราวในอนาคต ที่มนุษย์ทุกคนจะอยู่ในความศิวิไลซ์ ทุกอย่างในชีวิตจะเป็นระบบออโต้ทั้งหมด จนคนไม่จำเป็นจะต้องขยับเขยื่อนตัวแม้แต่น้อย รวมไปถึงวันอวสานโลกที่จะเกิดขึ้นในปี 7510 ซึ่งต้องบอกเลยว่าในปี 1969 มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะดูแปลกใหม่มาก ๆ ยิ่งในช่วงที่ Apollo 11 สามารถลงจอดบนดวงจันทร์ได้ เพลงนี้ก็สามารถไต่ขึ้นไปยังอันดับ 1 ในทันที สำหรับคนที่อยากฟังอะไรคลาสสิกแต่ยังคงดูแปลกใหม่เพลงนี้ถือว่าตอบโจทย์ ความพิเศษอีกอย่างคือเรื่องราวภายในเพลงหลายอย่างสะท้อนและตรงกับหลายเหตุการณ์ในปัจจุบันจนน่าตกใจ


7. Where Did Our Love Go – The Supremes

Where Did Our Love Go - The Supremes
Where Did Our Love Go – The Supremes
แนวเพลง Pop-soul
ค่ายเพลง Motown
ผู้แต่งเพลง Holland–Dozier–Holland
โปรดิวเซอร์ Brian Holland และ Lamont Dozier
เพลงในปี 1964

The Supremes เป็นวงศิลปินหญิงที่ดังมากในช่วงนั้น ซึ่งหนึ่งในศิลปินที่หลายคนรู้จักกันดีคือ Diana Ross ซึ่งเป็น Lead Vocal หรือนักร้องนำของวง โดยเบื้องหลังก่อนที่เพลงนี้จะเรกคอร์ตเสียงโดย The Supreme ‘Where Did Our Love Go’ เคยถูกเสนอให้กับวงอื่นมาก่อนนั่นคือ The Marvelettes แต่ได้รับการปฎิเสธเพราะมองว่าเพลงมีท่อนฮุคที่ไม่น่าสนใจพอ จนในที่สุดทาง Brian Holland และ Lamont Dozier จึงได้มอบเพลงนี้ให้กับ The Supremes แทน และมีการเปลี่ยนคีย์ให้เข้ากับไดอาน่า จากนั้นเมื่อเรกคอร์ตเสียงเสร็จแล้วก็ปล่อยออกมา จนในที่สุดเพลงนี้ก็ดังเป็นพลุแตก เพราะด้วยดนตรีจังหวะ Pop-soul น่ารัก ๆ สามารถเบลนเข้ากับความหวานของเสียงไดอาน่าได้แบบลงตัวทุกมิติ





8. Ode to Billie Joe – Bobbie Gentry

Ode to Billie Joe - Bobbie Gentry
Ode to Billie Joe – Bobbie Gentry
แนวเพลง Country และ Blues
ค่ายเพลง Capitol
ผู้แต่งเพลง Bobbie Gentry
โปรดิวเซอร์ Kelly Gordon และ Bobby Paris
เพลงในปี 1967

หนึ่งในเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คงต้องยกให้ ‘Ode to Billie Joe’ ของ Bobbie Gentry เพราะเพลงนี้สามารถเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ได้ถึง 8 สาขา และได้รับรางวัลกลับมาถึง 3 สาขาด้วยเพียงนี้เพียงแค่เพลงเดียว นอกจากนี้สื่อชื่อดังที่วิจารณ์เพลงแบบตรงไปตรงมาอย่าง Pitchfork และ Rolling Stones ก็ยกให้เพลงนี้คือหนึ่งในเพลงที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล ถ้าให้วิเคราะห์ว่าทำไมเพลงถึงดังและได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ในทางบวกได้มากขนาดนี้ ก็ต้องบอกว่าเนื้อเพลงที่ดี รวมไปถึงเสียงของ Bobbie ที่มีเอกลักษณ์และเท่ห์ ขอเพียงแค่มีกีตาร์เล่นคลอไปกับเสียงของเธอ ทุกอย่างก็ออกมาได้อย่างเพอร์เฟคแล้วครับ


9. Downtown – Petula Clark

Downtown - Petula Clark
Downtown – Petula Clark
แนวเพลง Soul
ค่ายเพลง Pye และ Warner Bros.
ผู้แต่งเพลง Tony Hatch
โปรดิวเซอร์ Tony Hatch
เพลงในปี 1964

Downtown น่าจะเป็นที่ถูกใจชาวเมือง เนื่องจากเนื้อเพลงของมันจะบอกเกี่ยวกับความศิวิไลซ์ในตัวเมือง หากคุณรู้สึกเบื่อก็เดินไปดูหนัง ถ้าไม่มีอะไรทำก็เพียงแค่เดินมองไฟที่ส่องประกายอยู่ตามถนน อีกทั้งคุณยังมีโอกาสที่จะเจอคนดี ๆ เข้ามาในชีวิต ซึ่งด้วยเนื้อเพลงที่เหมือนกับชีวิตผู้คนนับล้านในอเมริกา มันจึงทำให้คนเปิดเพลงนี้กันแบบทั่วบ้านทั่วเมือง ยิ่งตัวเพลงที่เป็นดนตรีเร็วจังหวะสนุกผสมกับการร้องแบบ Soul ตามสไตล์ Petula Clark ก็ทำให้เพลงนี้สามารถเปิดฟังได้โดยไม่มีเบื่อ จนในที่สุดก็สามารถคว้า Grammy Awards และชาร์ตอันดับ 1 มาครองได้แบบไม่ยากเย็น


10. Chapel of Love – The Dixie Cups

Chapel of Love - The Dixie Cups
Chapel of Love – The Dixie Cups
แนวเพลง Pop, R&B และ soul
ค่ายเพลง Red Bird
ผู้แต่งเพลง Jeff Barry, Ellie Greenwich และ Phil Spector
โปรดิวเซอร์ Jerry Leiber, Mike Stoller, Ellie Greenwich และ Jeff Barry
เพลงในปี 1964

เพลงนี้เป็นเพลงแนวความรักที่มีการถ่ายทอดถึงความรู้สึกจริง ๆ จาก Jeff Barry and Ellie Greenwich (ผู้แต่งเพลง) ในเหตุการณ์ความตื่นเต้นในวันแต่งงาน ที่พวกเขาจะไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป ซึ่งด้วยความน่ารักของเพลงที่ฟังและเข้าถึงได้ง่ายตามสไตล์ Pop และ R&B รวมไปถึงประสานอันไพเราะของวง The Dixie Cups ทำให้เพลงนี้สามารถเขี่ยเพลงของ The Beatles ลงมาจากบัลลังก์อันดับ 1 ได้ และครองตำแหน่งอยู่ได้นานถึง 3 สัปดาห์ ทั้งนี้ด้วยความเป็นตำนานและความคลาสสิก ปัจจุบันเพลงนี้ยังถูกใช้ในซีรีส์ Station 19 ที่ถ่ายทอดออกอากาศเมื่อสัปดาห์ก่อนนี่เองครับ


11. Happy Together – The Turtles

Happy Together - The Turtles
Happy Together – The Turtles
แนวเพลง Psychedelic pop และ pop rock
ค่ายเพลง White Whale
ผู้แต่งเพลง Alan Gordon และ Garry Bonner
โปรดิวเซอร์ Joe Wissert และ Chip Douglas
เพลงในปี 1967

Happy Together เป็นเพลงซึ่งอยู่ในอัลบั้มที่ 3 ของ The Turtles วงร็อกสัญชาติอเมริกัน โดยเบื้องหลังของเพลงนี้ได้ถูกเขียนขึ้นโดย Alan Gordon แต่กว่าเพลงนี้จะมาลงตัวที่ The Turtles มันเคยถูกปฎิเสธจากศิลปินอื่นมาแล้วกว่า 12 ครั้ง ฉะนั้นเพลงนี้เหมือนสร้างขึ้นมาเพื่อวงนี้โดยเฉพาะ ถึงขนาดที่สมาชิกบอกกันเป็นเสียงเดียวว่าตัวเพลงลงตัวเข้ากับวงของพวกเขามาก ซึ่งความโดดเด่นของเพลงจะอยู่ที่ดนตรี Pop แต่ยังคงแซมด้วยบีทที่ไม่ความเป็น Rock & Roll ตามสไตล์ของวงไว้อยู่ เมื่อฟังจะทำให้คุณรู้สึก Feeling Good ในทุกครั้งที่ได้ฟัง


12. People Got to Be Free – The Rascals

People Got to Be Free - The Rascals
People Got to Be Free – The Rascals
แนวเพลง Blue-eyed soul
ค่ายเพลง Atlantic
ผู้แต่งเพลง Felix Cavaliere และ Eddie Brigati
โปรดิวเซอร์ The Rascals และ Arif Mardin
เพลงในปี 1968

เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่ขับเคลื่อนและสะท้อนสังคมได้เป็นอย่างดี ตามที่ชื่อเพลงบอกนั่นคือ “ทุกคนจะต้องมีอิสระ” โดยจุดประสงค์ของเพลงต้องการที่จะให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม ที่ในอเมริกามีการเหยียดผิวค่อนข้างจะเยอะมาก ทั้งนี้ด้วยการทำเพลงออกมาเรียกร้องเรื่องความเท่าเทียมก็ทำให้มันกินใจอเมริกันชนหลายคน จนเพลงนี้สามารถขึ้นอันดับ 1 ได้นานถึง 5 สัปดาห์ และยังคงอิมแพคจนถึงทุกวันนี้


13. Get Back – The Beatles with Billy Preston

Get Back - The Beatles with Billy Preston
Get Back – The Beatles with Billy Preston
แนวเพลง Blues rock
ค่ายเพลง Apple
ผู้แต่งเพลง Lennon–McCartney
โปรดิวเซอร์ George Martin และ Phil Spector
เพลงในปี 1969

‘Get Back’ เป็นอีกหนึ่งเพลงตำนานของทาง The Beatles ที่ได้ร่วมร้องกับ Billy Preston โดยความโด่งดังของเพลงคือการที่สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงได้ทุกทวีป เนื่องจากตัวเพลงที่มีความเป็น Blues Rock ผสมรวมเข้ากับการร้องของ The Beatles ได้พอดิบพอดี ทำให้เพลงนี้ฟังได้ค่อนข้างจะเพลิน ส่วนในแง่ของดนตรีก็ทำออกมาได้อย่างละเมียดละไมตามมาตรฐานของวง ที่เสียงกีตาร์โดดเด่น ทำให้เพลงนี้มีกลิ่นอายของความคลาสสิก ที่ไม่ว่าจะเปิดฟังในยุคไหนก็ไม่มีเบื่อ


14. Save the Last Dance for Me – The Drifters

Save the Last Dance for Me - The Drifters
Save the Last Dance for Me – The Drifters
แนวเพลง Pop และ soul
ค่ายเพลง Atlantic
ผู้แต่งเพลง Doc Pomus และ Mort Shuman
โปรดิวเซอร์ Jerry Leiber และ Mike Stoller
เพลงในปี 1960

Save the Last Dance for me คือเพลงรักระดับตำนานที่เหมาะกับการเปิดเรียกความโรแมนซ์ให้กับคู่ของคุณได้ในงานเต้นรำหรืองานสังสรรค์ โดยออริจินอลของเพลงได้ถูกร้องโดยวง The Drifters ที่บอกได้เลยว่าเพราะจับใจมาก อีกทั้งดนตรีที่มีความเป็น Pop ผสมเข้ากับ Soul ก็ค่อนข้างลงตัวคือเปรียบเสมือนกับการผสมความหวานเข้ากับความเค็ม เพิ่มรสชาติให้เกิดมิติใหม่ขึ้นมา ซึ่งความโดดเด่นตรงนี้ทำให้เพลงประสบความสำเร็จไปทั่วอเมริกา และมีศิลปินดังหลายคนที่นำไปโคฟเวอร์ใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Dolly Parton หรือ Michael Bublé ที่ทำออกมาได้เพราะไปอีกแบบ


15. He’s So Fine – The Chiffons

He's So Fine - The Chiffons
He’s So Fine – The Chiffons
แนวเพลง Pop และ doo-wop
ค่ายเพลง Laurie Records
ผู้แต่งเพลง Ronald Mack
โปรดิวเซอร์ Phil Margo, Mitch Margo, Jay Siegal และ Hank Medress
เพลงในปี 1963

He’s So Fine มีกลิ่นอายของยุค 60’s เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นดนตรีหรือคอรัสที่ประสานในแนว golden oldies หรือที่ร้องว่า “doo-lang” ซึ่งถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของเพลง เมื่อฟังจะทำให้เราเหมือนได้นั่งไทม์แมคชีนกลับไปในยุคนั้นเสมอ ในขณะเดียวกันมันยังเหมาะกับการฟังในวันสบาย ๆ ตามสไตล์ Doo-wop และ Pop ที่ชวนคุณให้ลุกขึ้นเต้นไปตามจังหวะเพลง


เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเพลงที่ผมได้แนะนำไป ถ้าหากสังเกตจะเห็นได้ว่าเพลงสากลยุค 60 ถือเป็นยุคหนึ่งที่มีคุณภาพและครบรสทั้ง เพลงรัก, เพลงโรแมนติก, เพลงอกหัก หรือแม้แต่เพลงขับเคลื่อนสังคมอย่าง เพลงให้กำลังใจ ก็มีให้เลือกฟังมากมาย ซึ่งถ้าหากใครที่เริ่มเบื่อความเป็นอิเล็กโทรอย่าง HipHop ในปัจจุบัน ก็ลองกลับมาหาความคลาสสิกอีกครั้งได้ด้วยเพลย์ลิสต์เพลงยุค 60 ที่ผมแนะนำกันไปครับ

Gun Natchapon

Gun Natchapon

สวัสดีครับชื่อ ณัชพล ชนะสิทธิ์ จบจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขาวารสารศาสตร์ งานถนัดที่สุดคือการกินและเขียนคอนเทนต์ เวลาว่างส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลงและเต้นคร่อมจังหวะ

Next Post