Billie Eilish (บิลลี ไอลิช) – เปิดประวัติ และผลงานเพลง

ทุกวันนี้มีศิลปินแนวหน้าในวงการเพลงระดับโลกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น Taylor Swift, Miley Cyrus หรือ Adele แต่ยังมีอีกหนึ่งศิลปินอีกคนหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ ‘Billie Eilish’ เพราะเธอเป็นนักร้องอินดี้ที่มีความสามารถในการแต่งเพลงด้วยตัวเอง โดยเธอสามารถคว้ารางวัล Grammy Awards ได้ตั้งแต่อายุเพียงแค่ 17 ปี อีกทั้งยังมีเพลงฮิตติดชาร์ตเป็นจำนวนมาก

มีโอกาสได้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ยักษ์ใหญ่อย่าง Jame Bond และ Barbie จนได้เข้าชิงและคว้า Oscar ในสาขา Best Original Song มาแล้ว ดังนั้นถ้าหากจะพูดถึงศิลปินอายุน้อยและมาแรงของยุคคงไม่มีใครไม่รู้จัก ‘บิลลี ไอลิช’ อย่างแน่นอน อย่างไรก็ดีแม้ว่าหลายคนจะรู้จักชื่อเสียงเรียงนามและเพลงของเธอ แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่อาจจะไม่รู้ประวัติและเบื้องหลังก่อนบิลลีจะมีชื่อเสียง เพื่อให้ทุกคนรู้จักเธอมากขึ้นในบทความนี้ผมจึงเขียน ‘ประวัติและผลงานของ Billie Eilish (บิลลี ไอลิช)’ ให้ทุกคนอ่านกันครับ

ประวัติของ Billie Eilish (บิลลี ไอลิช)

Billie Eilish หรือ Billie Eilish Pirate Baird O’Connell เกิดเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2544 ในลอสแองเจลิส แคลิฟอร์เนีย โดยคุณแม่ของเธอชื่อว่า ‘Maggie Baird’ และคุณพ่อ ‘Patrick O’Connell’ ทั้งสองท่านทำงานในวงการบันเทิงด้วยการเป็นนักแสดงมืออาชีพ ทั้งนี้หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าคุณแม่ของเธอตั้งครรภ์บิลลีด้วยการทำ ‘IVF’ หรือชื่อที่รู้จักกันว่า ‘เด็กหลอดแก้ว’ เนื่องจากคุณแม่ของเธอมีภาวะมีบุตรยากจึงต้องใช้เทคนิคทางการแพทย์เข้ามาช่วยให้บิลลีได้ลืมตาดูโลกและสร้างผลงานเพลงสุดฮิตให้กับโลกใบนี้

ประวัติของ Billie Eilish (บิลลี ไอลิช)
Billie Eilish หรือ Billie Eilish Pirate Baird O’Connell (บิลลี ไอลิช)

คุณแม่ของบิลลีตัดสินใจให้เธอและพี่ชาย ‘Finneas O’Connell’ เรียนแบบโฮมสคูลหรือการเรียนในบ้าน เนื่องจากครอบครัวจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วลูกของตัวเองมีความชื่นชอบทางด้านใด และจะได้ใช้เวลากับลูก ๆ อย่างเต็มที่ ซึ่งในวัยเด็กคุณแม่ได้สอนพื้นฐานการแต่งเพลงให้กับทั้งคู่ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบิลลีและพี่ชายมีความสามารถเกี่ยวกับการเขียนเพลงและการทำดนตรี โดยคุณพ่อและคุณแม่ให้อิสระกับทั้งสองคนในการทำสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็น เต้น, วาดภาพ, การแสดง หรือดนตรี

เมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ทำให้บิลลีได้โชว์ความสามารถและมีพัฒนาการแบบก้าวกระโดด เพราะเธอได้เข้าร่วมชมรมขับร้องประสานเสียงตั้งแต่อายุเพียง 8 ขวบ เริ่มเล่นอูคูเลเล่ในช่วง 6 ขวบ และเขียนเพลงแรกของตัวเองตอนอายุ 11 ขวบในคลาสเรียนของคุณแม่ ซึ่งเธอได้แรงบันดาลใจในการเขียนจากซีรีส์ดังอย่าง The Walking Dead

ประวัติของ Billie Eilish (บิลลี ไอลิช)
ปี 2015 – 2017 บิลลีและพี่ชายได้ตั้งวงเป็นของตัวเอง ทำให้คนรู้จักเธอมากขึ้นและเป็นจุดเริ่มต้นของเธอ

นอกจากนี้บิลลียังเคยออดิชันบทภาพยนตร์อีกด้วยแต่เธอไม่ค่อยชอบสักเท่าไหร่ โดยงานที่เธอชอบมาก ๆ คือการบันทึกเสียงเบื้องหลังให้กับภาพยนตร์ ซึ่งบิลลีเคยมาแล้วหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น X-Men series, Ramona and Beezus และ Diary of a Wimpy Kid ในขณะเดียวบิลลีก็มีการเรียนเต้นเป็นระยะเวลานานจนเธอมีพื้นฐานการเต้นที่ดีมาก แต่ทุกคนต้องจบลงเพราะเธอเกิดอุบัติเหตุจนทำให้เธอไม่สามารถเต้นได้อีก เธอเลยตัดสินไปโฟกัสกับการทำเพลงและการร้องเพลงเพียงแค่อย่างเดียว

เข้าสู่ปี 2015 – 2017 บิลลีและพี่ชายก็ได้ตั้งวงเป็นของตัวเอง โดยทั้งคู่ใช้พื้นที่ภายในบ้านสำหรับการเขียนและมิกซ์เพลง ในช่วงแรกได้ปล่อยเพลงลงใน SoundCloud เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น แต่หลังจากได้เปิดตัวซิงเกิล ‘Ocean Eyes’ ทั้งบิลลีและพี่ชายก็ดังกระฉูด เพราะมีจำนวนคนเข้าฟังนับแสนครั้งจนผู้จัดการ ‘Danny Rukasin’ โทรติดต่อผ่านพี่ชายของบิลลีเกี่ยวกับการปั้นให้เธอเป็นซุปเปอร์สตาร์

บิลลีและพี่ชายเริ่มเข้าสู่วงการเพลงอย่างเต็มตัวในฐานะของศิลปินมืออาชีพ เพราะได้มีการดีลกับ Apple Music และเซ็นสัญญากับค่ายเพลง หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไปโปรโมทซิงเกิลของตัวเองตามช่องดังจนเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีโอกาสร้องซิงเกิล ‘Bored’ ที่ประกอบซีรีส์ดังอย่าง 13 Reasons Why รวมไปถึงมินิอัลบั้ม ‘Don’t Smile at Me’ ก็เข้าชาร์ต Billboard Hot 200 ด้วยเช่นกัน

ประวัติของ Billie Eilish (บิลลี ไอลิช)
ในปี 2019 ด้วยความปังของเธอ ได้กวาดรางวัลใหญ่ทั้ง Best New Artist, Album Of The Year และ Record Of The Year ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปี

แต่ในปีที่พีคที่สุดจนเธอมีชื่อเสียงไปทั่วโลกนั่นคือปี 2019 เพราะหลังจากอัลบั้ม ‘When We All Fall Asleep, Where Do We Go?’ อัลบั้มนี้ก็ขึ้นเป็นอันดับ 1 บน Billboard 200 ส่วนซิงเกิลในอัลบั้มอย่าง ‘Bad Guy’ ก็ขึ้นอันดับในชาร์ต Billboard Hot 100 อีกด้วย แต่ความปังของเธอก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้นเพราะเธอมีเข้าชิงแกรมมี่กว่า 6 รางวัล และกวาดรางวัลใหญ่ทั้ง Best New Artist, Album Of The Year และ Record Of The Year ด้วยวัยเพียงแค่ 17 ปี ซึ่งถือได้ว่าอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่มีการจัดรายการ Grammy Awards ขึ้นมา ความปังของอัลบั้มนี้ทำให้เธอยืนอยู่ในวงการเพลงอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน เพียงแค่พูดชื่อ ‘Billie Eilis’ ทุกคนก็ร้อง “อ่อ..” ว่าเธอคือใคร

ผลงานเพลงของ Billie Eilish (บิลลี ไอลิช)

1. Bad Guy

แนวเพลง Electropop, dance-pop และ trap-pop
ค่ายเพลง Darkroom และ Interscope
ผู้แต่งเพลง Billie Eilish และ Finneas O’Connell
โปรดิวเซอร์ Finneas O’Connell
เพลงในปี 2019

‘Bad Guy’ ถือได้ว่าเป็นเพลงไอคอนประจำตัวของบิลลี เพราะเพลงนี้เป็นเพลงแรกที่เธอสามารถนำมันขึ้นสู่อันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Hot 100 ได้สำเร็จ และ Bad Guy ยังโค่นสถิติเพลง Old Town Road ที่ขึ้นอันดับ 1 ติดต่อกันนานกว่า 19 สัปดาห์อีกด้วย ทั้งนี้ตัวเพลงจะมาในสไตล์ Electropop ผสมกับ Trap มีจังหวะให้ชวนเต้น เป็นเพลงที่สนุกไม่น่าเบื่อเหมาะแก่การเปิดในปาร์ตี้ เรียกได้ว่าเป็นเพลงกระแสที่มาพร้อมกับคุณภาพอย่างแท้จริง แม้แต่ Rolling Stone ก็ยกให้เพลงนี้เป็น 1 ใน 500 เพลงที่ดีที่สุดตลอดกาล


2. Therefore I Am

แนวเพลง Pop, dark pop, R&B และ electropop
ค่ายเพลง Darkroom และ Interscope
ผู้แต่งเพลง Billie Eilish และ Finneas O’Connell
โปรดิวเซอร์ Finneas O’Connell
เพลงในปี 2020

‘Therefore I Am’ เรียกว่าเป็นเพลงที่บิลลีเขียนขึ้นมาเพื่อระบายความรู้สึกในใจของตัวเอง เพราะในช่วงที่ผ่านมาทุกคนพยายามจะแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวเธอเสมอ พยายามจะให้เธอเปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่ แต่เธอไม่ได้แคร์มันเลยแม้แต่น้อย เพราะเธอรู้ว่าสิ่งที่เธอทำไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรและเธอไม่ต้องการให้ใครมาบงการชีวิต โดยเฉพาะสื่อที่พยายามจะเล่นวิจารณ์เสื้อผ้าของเธออยู่ตลอดเวลาว่าทำไมถึงต้องใส่เสื้อหลวม ๆ หรือเสื้อธรรมดาแบบไม่มีเทส ดังนั้นเพลงนี้จึงเป็นการตอบโต้และแซะกลับด้วยดนตรีสไตล์ Dark Pop ผสม Electropop แบบฉ่ำ ๆ นั่นเองครับ


3. My Future

แนวเพลง R&B และ Bambient
ค่ายเพลง Darkroom และ Interscope
ผู้แต่งเพลง Billie Eilish และ Finneas O’Connell
โปรดิวเซอร์ Finneas O’Connell
เพลงในปี 2020

บิลลีใช้เวลาในการเขียนเพลง ‘My Future’ ประมาณ 2 วัน ซึ่งเธอเผยว่าเป็นเพลงที่เธอใช้เวลามากที่สุดตั้งแต่เขียนเพลงมา ส่วนระยะเวลาในการอัดเสียงนานถึง 1 เดือนท่ามกลางฝนที่ตกหนักและอยู่ในช่วงของการกักตัวโควิด 19 โดยเพลงนี้เธอเล่าถึงความหวัง ความฝัน และความตื่นเต้นในอนาคตข้างหน้า แม้ว่าทุกคนจะไม่รู้เลยว่าอนาคตของตัวเองจะเป็นอย่างไรแต่ก็ขอให้ทุกคนได้เจอกับสิ่งที่ตัวเองกำลังตามหา ด้วยความหมายที่ดีและการใช้ดนตรี R&B กับ Bambient ทำให้เพลงนี้เหมือนกับล่องลอยอยู่ในความฝันตรงกับธีมของเพลงมาก ๆ เป็นอีกหนึ่งเพลงคุณภาพที่ไม่อยากให้ทุกคนได้พลาดฟังกัน


4. Everything I Wanted

แนวเพลง Pop และ alternative pop
ค่ายเพลง Darkroom และ Interscope
ผู้แต่งเพลง Billie Eilish และ Finneas O’Connell
โปรดิวเซอร์ Finneas O’Connell
เพลงในปี 2019

แม้ว่าเพลง ‘Everything I Wanted’ จะไม่ได้ดังเท่ากับ ‘Bad Guy’ แต่เพลงนี้ก็สามารถคว้ารางวัลใหญ่ของ Grammys ในสาขา Record of the Year ได้สำเร็จ โดยเพลงนี้บิลลีได้รับแรงบันดาลใจมาจากฝันร้ายของเธอเอง เพราะเธอได้ฝันว่าตัวเองกระโดดสะพานโกลเดนเกต แม้ว่าเธอจะเสียชีวิตไปแต่ผู้คนกลับไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือสนใจกับการจากไปของเธอเลย เรียกได้ว่าเป็นช่วงที่บิลลีดิ่งที่สุดในชีวิต แม้แต่พี่ชายที่ช่วยเกลาเพลงนี้ให้ออกมาเพอร์เฟกก็รู้สึกกังวลและไม่อยากจะทำเพลงนี้ต่อ แต่ท้ายที่สุดพี่ชายของเธอก็ช่วยตีความเพลงนี้ใหม่ในรูปแบบของการซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน เป็นการให้กำลังใจกับคนที่ตกอยู่ในความซึมเศร้าให้รู้สึกดีใจและแน่นอนว่าเพลงนี้ได้กลายเป็นเพลงโปรดของคนทั่วโลกไปแล้วเรียบร้อย


5. Your Power

แนวเพลง Folk และ indie folk
ค่ายเพลง Darkroom และ Interscope
ผู้แต่งเพลง Billie Eilish O’Connell และ Finneas O’Connell
โปรดิวเซอร์ Finneas O’Connell
เพลงในปี 2021

หนึ่งในเพลงที่ Emotional หรือเศร้ามากที่สุดของบิลลีคงต้องยกให้กับ ‘Your Power’ ถือเป็นหนึ่งในเพลงที่บิลลีชอบมาก ๆ ตั้งแต่เขียนเพลงมาในชีวิต โดย Your Power ได้เล่าเรื่องราวด้านลบเกี่ยวกับการมีชื่อเสียงและการพยายามจะดิ้นรนเพื่อให้ทุกคนยอมรับในตัวเธอ จนมันทำให้เธอไม่เป็นตัวของตัวเองและหลาย ๆ คนก็พยายามจะใช้อำนาจของตัวเองในทางที่ผิด แน่นอนว่าในช่วงวัยเด็กมันอาจเป็นเรื่องที่เธอไม่เคยคิดถึงผลร้ายของมัน แต่เมื่อโตขึ้นเธอก็เข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นมันเลวร้ายแค่ไหน ดังนั้นเพลงนี้เธอจึงเขียนขึ้นมาเพื่อเตือนสติให้กับทุกคนที่กำลังจะใช้อำนาจของตัวเองในการทำร้ายผู้อื่น


6. Happier Than Ever

แนวเพลง Downtempo, electropop, jazz-pop และ alt pop
ค่ายเพลง Darkroom และ Interscope
ผู้แต่งเพลง Billie Eilish O’Connell และ Finneas O’Connell
โปรดิวเซอร์ Finneas O’Connell
เพลงในปี 2021

‘Happier Than Ever’ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปินแจ๊สชื่อดังในอดีตที่บิลลีและพี่ชายชอบฟัง ไม่ว่าจะเป็น Frank Sinatra, Julie London หรือ Peggy Lee ดังนั้นเพลงนี้จะมีความเป็นแจ๊สอยู่ในตัวครับ โดยเพลงนี้จะพูดเกี่ยวกับความสุขของตัวเองที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักและมีความมั่นใจในชีวิตมากขึ้น เป็นเหมือนกับการเติบโตของเธอที่ในอดีตบิลลีอาจจะเขียนเพลงเศร้า ๆ หรือน้อยเนื้อต่ำใจ แต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนความคิดและกลับมารักตัวเองมากขึ้นแล้ว เป็นเพลงช้าความหมายดีที่ฟังแล้วเป็นแรงบันดาลใจในชีวิตได้


7. What Was I Made For?

แนวเพลง Pop
ค่ายเพลง Atlantic, Darkroom และ Interscope
ผู้แต่งเพลง Billie Eilish O’Connell และ Finneas O’Connell
โปรดิวเซอร์ Andrew Wyatt, Finneas และ Mark Ronson
เพลงในปี 2023

‘What Was I Made For?’ เขียนและทำขึ้นมาเพื่อประกอบภาพยนตร์ ‘Barbie’ ดังนั้นเนื้อหาภายในเพลงจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่หลังจากเขียนเสร็จแล้วบิลลีกลับรู้สึกได้เลยว่ามันเป็นเพลงที่ทำขึ้นมาเพื่อตัวเองโดยเฉพาะ เรียกว่าเป็นเพลงที่แทนความรู้สึกของใครหลายคนว่าฉันเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้เพื่ออะไร ? แม้ว่าจะแอบเศร้าแต่ก็ยังคงจุดประกายความหวังด้วยเช่นกัน เป็นหนึ่งในเพลง Pop ช้า ๆ ที่ทำเอาแฟนเพลงและแม้แต่ตัวบิลลีเองก็ต้องมีสะอึกสะอื้นกันบ้าง เป็นเพลงคุณภาพที่ทุกคนต้องฟัง เพราะเพลงนี้เพิ่งได้รับรางวัล Song Of The Year มาสด ๆ ร้อน ๆ จากรายการ Grammy Awards 2024


8. No Time To Die

แนวเพลง Orchestral pop
ค่ายเพลง Darkroom และ Interscope
ผู้แต่งเพลง Billie Eilish และ Finneas O’Connell
โปรดิวเซอร์ O’Connell และ Stephen Lipson
เพลงในปี 2020

‘No Time To Die’ เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง ‘James Bond’ โดยเพลงนี้บิลลีได้ทำลายสถิติหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นนักร้องที่อายุน้อยที่สุดในการร้องประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งยังชนะรางวัล Oscar ในสาขา Best Original Song ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้เพลงยังขึ้นเป็นอันดับ 16 บน Billboard Hot 100 และนักวิจารณ์แทบจะทุกสำนักเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าเพลงนี้คือหนึ่งในเพลงบัลลาดที่ดีที่สุดที่เคยมีมา

Next Post