วิธีช่วยเหลือ เด็กสำลัก

ปัญหาหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ คนกังวลคือ การสำลัก ถือเป็นปัญหาหลักในการเลี้ยงลูกที่พ่อแม่พึงระวัง เพราะการสำลักเกิดขึ้นบ่อยครั้งในเด็กและมากไปกว่านั้นอาจเป็นเหตุให้ถึงกับการสูญเสียชีวิตเลยก็ว่าได้ แต่การสำลักไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนทานอาหารหรือกินนมเท่านั้นนะคะ แต่อาจจะสำลักน้ำลาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 1 ถึง 5 ขวบมักจะเอาของเข้าปาก นี่เป็นเรื่องปกติ ซึ่งวัตถุขนาดเล็กบางอย่าง เช่นหินอ่อน ลูกปัด ของเล่นขนาดเล็ก รวมไปถึงกระดุมมีขนาดที่เหมาะที่จะเข้าไปติดอุดตันหลอดอาหาร หรือทางเดินหายใจของเด็กและทำให้เกิดการสำลัก วิธีที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงปัญหานี้คือตรวจสอบให้แน่ใจว่าสิ่งของขนาดเล็กเช่นนี้อยู่ไกลจากมือเด็ก แต่บางครั้งก็มีบ้างใช่ม๊ยค่ะที่เราอาจจะมองไม่เห็น แต่ลูกเราดันเห็นแล้วไปหยิบเข้าปาก แล้วก่อให้เกิดการสำลัก

เช็กโปรโมชั่น Shopee ลดราคาสินค้าเดือนตุลาคม ปี 2565 โปร 10 10เช็กโปรโมชั่น Shopee ลดราคาสินค้าเดือนตุลาคม ปี 2565 โปร 10 10เช็กโปรโมชั่น Shopee ลดราคาสินค้าเดือนตุลาคม ปี 2565 โปร 10 10

แต่หากว่าได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและถูกวิธี ก็จะช่วยให้ลูกปลอดภัยจากเหตุการณ์นั้นได้ แล้วคุณพ่อคุณแม่ต้องทำอย่างไรเมื่อลูกน้อยสำลัก? คุณอาจจะกระวนกระวายทำอะไรไม่ถูก คุณควรจึงต้องมีสติสัมปะชัญญะอย่างมากเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจ เตรียมความพร้อมตัวเองให้สามารถรับมือต่อเหตุการณ์สำลักของลูก มีวิธีรับมือกับเหตุการณ์นี้ต้องทำอย่างไรบ้าง มาดูกันค่ะ

อาการที่แสดงออกเมื่อลูกสําลัก

  • ไม่สามารถหายใจ ร้องไห้ หรือไอ
  • มีหน้าเขียว ปากเขียว
  • หายใจลำบาก การแลกเปลี่ยนก๊าซลูกน้อยไม่คล่อง

เคล็ดลับในการช่วยเด็กสำลัก (1)

  • หากคุณสามารถมองเห็นวัตถุที่ติดอยู่ในคอลูกได้ ให้หยิบออก อย่าใช้นิ้วแหย่สุ่มสี่สุ่มห้าหรือซ้ำ ๆ จะทำให้สถานการณ์แย่ลงได้ เพราะอาจจะไปดันวัตถุไปให้ลงลึกขึ้นและทำให้ยากต่อการเอาออก
  • หากลูกของคุณไอเสียงดัง คุณควรกระตุ้นให้ลูกไอเพิ่มขึ้นเพื่อกระตุ้นสิ่งที่ติดอยู่สำลักออก และอย่าปล่อยทิ้งไว้อย่างเด็ดขาดนะคะ
  • หากอาการไอของลูกไม่ได้ผล (เงียบหรือหายใจไม่ออก) ให้รีบขอความช่วยเหลือทันที
  • หากลูกของคุณยังรู้สึกตัว แต่ไม่ไอหรือไอแล้วยังไม่ได้ผล ให้ใช้การตบหลัง

การปฐมพยาบาลเมื่อของติดคอเด็ก (ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี) (2)

ขั้นที่ 1

    • นั่งลงและวางลูกน้อยของคุณคว่ำหน้าลงตามต้นขา โดยใช้มือหนุนศีรษะ
    • ห้การตบหลังแบบสวนขึ้น 5 ครั้งติดต่อกัน โดยใช้ส้นมือ 1 ข้างตรงกลางหลังระหว่างสะบักไหล่

ขั้นที่ 2

    • การกดหน้าอก หงายลูกขึ้น แล้วใช้นิ้วชี้และกลางกดบริเวณลิ้นปี่ 5 ครั้ง
    • แล้วทำสลับขั้นตอนที่ 1และ 2 ไปเรื่อยๆ ควรการปฐมพยาบาลในขณะที่ลูกยังมีสติอยู่

วิดีโอสาธิต : การปฐมพยาบาลเมื่อของติดคอเด็ก (ทารกอายุต่ำกว่า 1 ปี)





การปฐมพยาบาลเมื่อของติดคอเด็ก (ทารกอายุมากกว่า 1 ปี) (3)

  • ทำการตบหลังแบบสวนขึ้น โดยคุณยืนหรือคุกเข่าข้างหลังลูก ใช้มือข้างหนึ่งประคองหน้าอกลูก โดยโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ใช้ส้นมือตบหลังแบบสวนขึ้นกระแทกแรง ๆ บริเวณกลางหลัง 5 ครั้งติดต่อกัน
  • ทำการรัดกระตุกหน้าท้อง โดยคุณยืนหรือคุกเข่าข้างหลังลูก ใช้แขนสองข้างของคุณโอบรอบเอวลูก มือข้างหนึ่งกำเป็นกำปั้นและใช้นิ้วโป้งกดบริเวณเหนือสะดือ ใต้กระดูกลิ้นปี่ เอามืออีกข้างวางทับกำปั้น แล้วออกแรงกดมือทั้งสองกดไปในท้องและดันขึ้นด้านบน
  • แล้วทำสลับไปเรื่อย ๆ

วิดีโอสาธิต : การปฐมพยาบาลเมื่อของติดคอเด็ก (ทารกอายุมากกว่า 1 ปี)

คำแนะนำ

  • หากวัตถุยังคงไม่หลุดออกมา และลูกของคุณยังคงมีสติ คุณต้องดําเนินการต่อไป ตบหลังแบบสวนขึ้นและทำการรัดกระตุกหน้าท้อง
  • โทรขอความช่วยเหลือที่เบอร์ 1669
  • อย่าทิ้งลูกไว้เพียงลำพัง

แม้ว่าวัตถุได้หลุดออกมาแล้ว ก็ต้องมีการรักษาต่อไป เพราะอาจมีบางส่วนของวัตถุอาจจะหลงเหลือไว้ หรือลูกอาจได้รับบาดเจ็บจากขั้นตอนการช่วยเหลือ

ตรวจการเต้นของหัวใจ โดยการคลำชีพจร (5)

ทั้งนี้ไม่ควรใช้ เวลาตรวจการเต้นของหัวใจนานเกินกว่า 10 วินาที

  • ในเด็กเล็ก ให้ใช้ นิ้วมือคลำชีพจรบริเวณท้องแขน (ต้นแขน) ด้านในชิดลำตัวของเด็ก หรือบริเวณขาหนีบ
  • ในเด็กโต ใช้นิ้วมือ 2–3 นิ้วคลำชีพจรบริเวณคอด้านใน โดยเลื่อนนิ้วมือจากลูกกระเดือกลงมาที่บริเวณร่องระหว่างลูก กระเดือกกับกล้ามเนื้อคอ โดยที่อีกมีอหนึ่งของคุณแหงนศีรษะของเด็กขึ้น ถ้าชีพจรอ่อน ช้า (ต่ำกว่า 60 ครั้งต่อนาที ) หรือไม่มีชีพจร คุณต้องรีบดำเนินการ CPR




เด็กหมดสติจากการสําลัก

  • ถ้าลูกสําลักจนหมดสติ วางลูกบนพื้นผิวเรียบ และตะโกนขอความช่วยเหลือ
  • โทร 1669 โดยเปิดลำโพง (speakerphone) เพื่อให้มือของคุณได้ใช้ในช่วยเหลือลูก
  • อย่าทิ้งลูกไว้เพียงลำพัง
  • ปิดปากของลูก หากมองเห็นวัตถุที่ติดอยู่อย่างชัดเจน คุณจะต้องใช้ นิ้วมือดันลิ้นและขากรรไกรล่างให้ยกขึ้น เพื่อไม่ให้ลิ้นตกไปด้านหลังคอและทำให้ทางเดินหายใจเปิดกว้างและช่วยลดอาการอุดกั้นไปได้บ้าง หากเห็นสิ่งแปลกปลอมอุดอยู่ ก็สามารถจะล้วงออกมาได้
  • เริ่มการทำ CPR

การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ในเด็ก (5)

  1. ประเมินสถานการณ์ : ตรวจสอบว่าลูกหมดสติหรือไม่ เช่น เรียกชื่อ สะกิดฝ่าเท้า และสังเกตกระเพื่อมขึ้นลงของหน้าอก
  2. นวดหัวใจโดยการกดหน้าอก 30 ครั้ง : ใช้มือข้างหนึ่งวางบนหน้าผากลูก วางนิ้วชี้และนิ้วกลางตรงกลางอก ต่ำกว่าราวนม 1 นิ้ว กดลงที่หน้าอก 30 ครั้ง โดยกดให้หน้าอกยุบลงประมาณ 1/3 – 1/2 ของความหนาของหน้าอกลูก กดในอัตรา 100 ครั้งต่อนาที (หากคิดไม่ออกว่าต้องเร็วขนาดไหน ให้ทำตามความเร็วของจังหวะเพลง พูดไม่คิด ของ Season Five, อยากให้เธอลอง ของ Musketeers, ไม่บอกเธอ ของ Bedroom Audio) กดให้แรงและเร็ว ปล่อยให้หน้าอกกลับมาตำแหน่งเดิมก่อนกดครั้งต่อไป
  3. เป่าลมเพื่อช่วยหายใจ 2 ครั้ง : ในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ให้ใช้ปากครอบทั้งปากและจมูกของเด็ก เป่าลมเข้าไปแล้วสังเกตดูว่าหน้าอกกระเพื่อมหรือไม่

ในเด็กอายุมากกว่า 1 ปี ให้ใช้มือบีบจมูกลูก แล้วใช้ปากครอบปากของลูก แต่ถ้าคุณไม่ชำนาญ อาจไม่ต้องเป่าลมก็ได้ ให้นวดหัวใจเพียงอย่างเดียว

ทําอย่างไรเพื่อป้องกันสําลัก? (4)

  1. ช่วงที่เริ่มให้ลูกน้อยของคุณทานอาหาร : ลูกยังมีทักษะการกลืนที่ไม่ดีนัก ทำให้สามารถสําลักได้ง่าย
  2. อย่าให้ลูกทานอาหารที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสำลัก : อย่าให้ลูกทานอาหารที่ตัดอย่างเป็นแท่ง เช่น เนื้อที่ชิ้นใหญ่ , ชีส, องุ่น, ผักดิบ, หรือชิ้นผลไม้, แต่หากตัดขึ้นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก็สามารถให้ทานได้ แต่อย่าให้ลูกทานอาหารประเภทเป็นเม็ด เช่น เมล็ดถั่ว ป๊อปคอร์น และลูกอม เป็นต้น
  3. คอยสอดส่องเมื่อลูกรับประทานอาหาร :  เมื่อลูกของคุณโตขึ้น เตือนให้ลูกของคุณเคี้ยวและกลืนอาหารของเขาก่อนที่จะพูด อย่าให้ลูกของคุณโยนอาหารในอากาศและอ้าปากรับ หรือยัดอาหารจํานวนมากเข้าในปาก
  4. ระมัดระวังของเล่นของลูก : ไม่ควรให้ลูกคุณเล่นลูกโป่ง เพราะอาจก่อซึ่งก่อให้เกิดอันตรายเมื่อลูกโป่งไม่พองตัว — ของเล่นเล็ก ๆ เช่น  ลูกแก้ว และของเล่นที่มีชิ้นส่วนขนาดเล็ก โดยก่อนซื้อของเล่นทุกครั้งควรดูป้ายด้วยว่าเหมาะกับเด็กอายุกี่ขวบ และควรตรวจสอบของเล่นเป็นประจํา เพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในสภาพที่ดี
  5. เก็บวัตถุอันตรายให้พ้นมือ : สิ่งของที่ใช้ในครัวเรือนทั่วไปที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการสําลักได้ เช่น เหรียญ แบตเตอรี่ ลูกเต๋า และฝาปากกา เป็นต้น
  6. ปริมาณน้ำนมมากเกินไป : คุณแม่มีน้ำนมในปริมาณมาก การไหลของน้ำนมก็มักจะเร็วและเยอะด้วย อาจจะทำให้ลูกน้อยกลืนไม่ทัน เป็นเหตุให้สำลักได้
  7. จุกนมขนาดใหญ่เกินไป : ในกรณีที่ลูกดูดนมจากขวดนม ควรใช้จุกนมที่มีรูไม่ใหญ่เกินไปและไม่ควรใช้หมอนหรือผ้ารองขวดนมให้ลูกดูดนมเพียงลำพัง เพราะอาจจะสําลักได้ และควรให้ลูกเรอทุกครั้งหลังกินนมเสร็จ เพื่อป้องกันอาการท้องอืด และน้ำนมไหลย้อนกลับ

เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับการปฐมพยาบาลเด็กที่สำลักในเบื้องต้นที่เราแนะนำกันไป หากคุณยังไม่เข้าใจคุณสามารถดูวีดีโอที่เราแนบมาให้ควบคู่ไปด้วยเพื่อเป็นตัวอย่างในการปฐมพยาบาลเด็ก ซึ่งจะช่วยให้คุณเห็นภาพได้อย่างชัดเจน สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านใดที่ต้องการเคล็ดลับในการเลี้ยงดูลูกอย่างอื่นเพิ่มเติมเรามีบทความ ทำอย่างไรให้ลูกนอนหลับนานขึ้นสำหรับเด็กเล็ก, ทารกร้องไห้ไม่หยุดทำอย่างไรดี, วิธีฝึกลูกนั่งกระโถนเลิกแพมเพิส, การอ่านหนังสือให้ลูกฟังเพื่อพัฒนาสมอง และสุดท้าย วิธีแก้ปัญหาให้นมลูกท่าไหนดี ในกรณีที่หัวนมแตกหรือท่อน้ำนมอุดตัน

References

  1. How to stop a child from choking : Your pregnancy and baby guide
  2. สำลักนม เสียชีวิต , เด็กชัก ปฐมพยาบาลอย่างไร โดย สื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
  3. First Aid for an Infant Choking
  4. Infant choking: How to keep your baby safe
  5. การช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ในเด็ก โดย สมาคมโรคระบบหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็กแห่งประเทศไทย
Best Review Asia

Best Review Asia

เขียน เรียบเรียงบทความ และพิสูจน์อักษร จากทีม เบสท์รีวิว เอเชีย เราหวังว่าบทความนี้จะให้ประโยชน์กับทุก ๆ คนค่ะ

Next Post