15 เพลงสากลฮิตยุค 2000s ทั้งเพลงแดนซ์ / POP / Rap / Hip hop และ R&B

ถึงแม้ว่าเราจะเห็นวิวัฒนาการและการเจริญเติบโตในอุตสาหกรรมเพลงกันมาตั้งแต่ในอดีต ไม่ว่าจะเป็น เพลงยุค 50, ยุค 60, ยุค 70, ยุค 80, ยุค 90 หรือ ยุค 2000’s แต่คำว่าดนตรีซึ่งเป็นศิลปะนั้นไม่เคยมีคำว่าเก่าครับ เพราะในแต่ละยุคสมัยก็มีสไตล์และลูกเล่นที่แตกต่างกันออกไป อย่างผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นในยุค 90 แต่แม้ว่ารสนิยมการฟังเพลงจะเปลี่ยนไปตามเทรนด์ แต่เมื่อมองกลับมาและเปิดเพลงยุคเก่าอีกรอบ เพลงเหล่านั้นก็ยังคงไพเราะอยู่ในใจของเราเสมอ ดังนั้นเพื่อเป็นการย้อนอดีตให้ทุกคนได้กลับไปฟังเพลงยุคเก่ากัน ผมจึงได้รวบรวม ‘เพลงสากลฮิตยุค 2000s’ มาให้กับคุณลุงคุณป้า.. เอ้ยยย… วัยรุ่นปี 2000’s ได้มาฟังกันครับ

1. Independent Women – Destiny’s Child

แนวเพลง R&B และ Pop
ค่ายเพลง Columbia
ผู้แต่งเพลง Beyoncé Knowles, Samuel Barnes, Cory Rooney และ Jean-Claude Olivier
โปรดิวเซอร์ Beyoncé Knowles, Poke and Tone และ Cory Rooney
เพลงในปี 2002

ก่อนที่ Beyonce จะกลายมาเป็นศิลปินเดี่ยวโด่งดังจนถึงทุกวันนี้ เธอได้เคยเป็นสมาชิกในวงเกิร์ลกรุ๊ปมาก่อน ซึ่งต้องบอกว่าช่วงต้นยุค 2000’s วงนี้ดังทะลุปรอทมาก เอาเป็นว่าถ้าถามวัยรุ่นและผู้ใหญ่ในยุคนั้นไม่มีใครไม่รู้จักวง Destiny’s Child อย่างแน่นอน และหนึ่งในเพลงที่ทำให้คนขยับปากตามทั่วบ้านทั่วเมืองคือ ‘Independent Women’ ที่สร้างปรากฎการณ์ขึ้นอันดับ 1 ได้นานถึง 10 สัปดาห์และ Billboard ยังจัดอันดับให้อยู่ที่ 77 ของเพลงที่ดีที่สุดตลอดกาลอีกด้วย


2. All For You – Janet

แนวเพลง Dance-pop และ R&B
ค่ายเพลง Virgin
ผู้แต่งเพลง Janet Jackson, James Harris III, Terry Lewis, Wayne Garfield, David Romani และ Mauro Malavasi
โปรดิวเซอร์ Janet Jackson, Jimmy Jam และ Terry Lewis
เพลงในปี 2001

Janet Jackson เป็นศิลปินที่มีอิทธิพลมากในช่วงนั้น เพราะไม่ว่าจะปล่อยเพลงอะไรออกมาก็ประสบความสำเร็จแทบจะ 100% เนื่องจากเพลงของเจเน็ตฟังง่าย มาในสไตล์ของ Dance Pop และมีกลิ่นอายของ R&B ทำให้ตัวเพลงมีลูกเล่นฟังแล้วเพลิน อย่างเพลง ‘All For You’ ที่ดังแบบพลุแตกกวาดทั้งรางวัลและสร้างสถิติในชาร์ตเพลงแทบจะทุกสาขา เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งเพลงที่หลายคนจำได้แบบไม่มีวันลืม


3. Lose Yourself – Eminem

แนวเพลง Hip hop, rap rock และ hardcore hip hop
ค่ายเพลง Shady และ Interscope
ผู้แต่งเพลง Marshall Mathers, Jeff Bass และ Luis Resto
โปรดิวเซอร์ Eminem, Jeff Bass และ Luis Resto
เพลงในปี 2002

Eminem เจ้าพ่อเพลงแรปที่แม้ว่าผ่านไปกี่ปีก็ยังคงไม่มีใครสามารถมาแทนที่ได้ โดยเพลงที่เราคุ้นหูและทำให้หลายคนจดจำเขาได้คงหนีไม่พ้น ‘Lose Yourself’ ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ดัง 8 Mile ทั้งนี้ตัวเพลงยังได้แต่งและโปรดิวซ์ด้วยตัวเองอีกด้วย ดังนั้นจะสัมผัสได้ถึงฟิลลิ่งและอินเนอร์ได้จากการแรปแบบตั้งแต่คำแรก รวมไปถึงการแรปในสไตล์ Hardcore ก็เรียกว่าดุเดือดกันแบบไม่มีหยุดหายใจ หากใครเป็นแฟนเพลงฮิปฮอปจะทราบดีว่าเพลงนี้คือหนึ่งในสุดยอดเพลงฮิปฮอปที่ไม่ว่าผ่านกี่ปีก็ยังอยู่บนหิ้งให้รุ่นน้องแรปเปอร์ได้พัฒนาและเป็นตัวอย่างกันจนถึงปัจจุบัน


4. In da Club – 50 Cent

แนวเพลง East Coast hip hop และ gangsta rap
ค่ายเพลง Aftermath, Shady และ Interscope
ผู้แต่งเพลง Curtis Jackson, Andre Young และ Mike Elizondo
โปรดิวเซอร์ Dr. Dre และ Mike Elizondo
เพลงในปี 2003

บีทและเอคโค่ที่ใช้ในเพลง ‘In da Club’ ยังคงหลอนหูและอยู่ในเซลล์สมองของวัยรุ่นในยุค 2000’s เพราะบีทมีความโมเดิร์นมาก เรียกว่าฟังในปี 2003 ถือว่าล้ำมาก หรือแม้ว่าจะเปิดในปี 2023 ก็ยังฟังแล้วรู้สึกว่าใหม่อยู่เสมอ ถึงขั้นที่แฟนเพลงพูดกันเป็นเสียงเดียวว่าเพลงนี้จะไม่มีวันตาย ในช่วงที่เพลงนี้ปล่อยออกมาทุกคลับในสหรัฐอเมริกาต้องเปิดวนกันหลายร้อยรอบต่อวัน เพราะบีทสนุกเหมาะกับงานปาร์ตี้มาก ปลุกให้คนที่ฟังต้องลุกขึ้นเต้นตามจังหวะเพลงกันแบบไม่ได้นัดหมายเลยทีเดียว


5. Yeah! – Usher ft. Lil Jon and Ludacris

แนวเพลง Crunk&B และ Hip hop
ค่ายเพลง Arista
ผู้แต่งเพลง Christopher Bridges, James Phillips, Jonathan Smith, LaMarquis Jefferson,Patrick Smith และ Sean Garrett
โปรดิวเซอร์ Lil Jon
เพลงในปี 2004

‘Yeah!’ เคยเป็นเพลงที่สามารถค้างอยู่ในชาร์ตอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 ได้นานต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ เรียกว่าค้างเติ่งอยู่นานถึง 3 เดือนเลยครับ เหตุผลที่เพลงนี้ดังได้ขนาดนี้เป็นเพราะเสียงของ Usher เบลนเข้ากับดนตรีสไตล์ Crunk&B ลงตัวแบบเพอร์เฟค ซึ่งดนตรีสายนี้จะได้ความนุ่มละมุนของ R&B ผสมเข้ากับจังหวะสนุก ๆ ของ Hip-hop ฟังได้เพลินไม่ดุเดือดจนเกินไป เป็นอีกหนึ่งเพลงที่วัยรุ่นยุค 2000’s ต้องมีอยู่ในเพลย์ลิสต์สำหรับการปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ


6. We Belong Together – Mariah Carey

แนวเพลง R&B และ soul
ค่ายเพลง Island Def Jam
ผู้แต่งเพลง Mariah Carey, Jermaine Dupri, Manuel Seal, Johntá Austin, Kenneth Edmonds,Darnell Bristol, Bobby Womack, Patrick Moten และ Sandra Sully
โปรดิวเซอร์ Mariah Carey, Jermaine Dupri และ Manuel Seal
เพลงในปี 2005

ก่อนจะเข้าสู่ช่วงปี 2005 มารายห์ได้ถูกวิจารณ์อย่างหนาหูว่าหมดยุคของเธอแล้ว เนื่องจากยอดขายของอัลบั้ม Glitter และ Charmbracelet ในช่วงปี 2001 – 2002 ค่อนข้างน้อยหรือจะเรียกว่าแป๊กเลยก็ได้ถ้าเปรียบเทียบกับความดังของมารายห์ แต่เธอก็ไม่ย่อท้อและลบคำสบประมาทด้วยการปล่อยอัลบั้ม The Emancipation of Mimi พร้อมกับซิงเกิลระดับตำนานอย่าง ‘We Belong Together’ ซึ่งเคยครองสถิติเพลงที่ยืนอยู่ในอันดับ 1 ได้นานที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยการกลับมาในซิงเกิลนี้มารายห์มาในเพลงสไตล์ R&B ผสมกับ Soul ดนตรีโมเดิร์นขึ้นกว่าเดิม ส่วนเสียงร้องก็ยังคงความเป็นดีว่าตามสไตล์มารายห์แต่ฟังแล้วสบายไม่อึดอัด ฟังเพียงแค่ท่อนแรกก็สัมผัสได้เลยว่าเพราะ ในขณะที่ความดังก็ไม่ต้องพูดถึงเอาเป็นว่าใครไม่รู้จักถือว่าเชยมาก ๆ


7. Irreplaceable – Beyoncé

แนวเพลง Pop และ R&B
ค่ายเพลง Columbia
ผู้แต่งเพลง Shaffer “Ne-Yo” Smith, Mikkel S. Eriksen, Tor Erik Hermansen, Espen Lind,Amund Bjorklund และ Beyoncé Knowles
โปรดิวเซอร์ Stargate, Beyoncé Knowles และ Ne-Yo
เพลงในปี 2006

‘Irreplaceable’ จริง ๆ แล้วเวอร์ชันออริจินอลเป็นเพลงคันทรี่ครับ แต่บียอนเซ่นำมาดัดแปลงให้เป็น R&B และใส่ความเป็น Pop ลงไปให้เหมาะกับเทคนิคการร้องของตัวเองและเข้าถึงคนฟังได้ง่ายขึ้น ซึ่งต้องบอกว่าคิดถูกมาก เพราะเพลงไพเราะและดังสุด ๆ เป็นซิงเกิลโซโล่ที่ประสบความสำเร็จทั้งชาร์ต และแม้แต่สื่อที่วิจารณ์เพลงชื่อดังอย่าง Pitchfork หรือ Rolling Stone เองก็ยกให้เพลงนี้คือเพลงดีที่สุดของปี 2006 หากใครกำลังหาดนตรีที่บีทไม่น่าเบื่อและเสียงนักร้องคุณภาพแนะนำว่าต้องฟังเพลงนี้ครับ


8. Umbrella – Rihanna ft. Jay-Z

แนวเพลง Pop, hip hop และ R&B
ค่ายเพลง Def Jam และ SRP
ผู้แต่งเพลง Christopher Stewart, Terius Nash, Kuk Harrell และ Shawn Carter
โปรดิวเซอร์ Tricky Stewart
เพลงในปี 2007

‘Umbrella’ เรียกได้ว่าคือเพลงเปิดตัวที่ปูพรมแดงให้ Rihanna ก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินที่รู้จักไปทั่วโลก โดยเพลงนี้มีการจัดอันดับว่าเป็นเพลงที่ถูกเปิดในวิทยุมากที่สุดของยุค 2000s และความปังกว่านั้นคือแม้แต่ในประเทศอังกฤษเองก็ขึ้นอันดับ 1 ด้วยเช่นกัน (การที่ศิลปินอเมริกาจะขึ้นอันดับ 1 ใน UK ไม่ใช่เรื่องง่าย) ซึ่งไฮไลท์ของเพลงนี้คือบีทที่สนุกลุกเป็นไฟ ทั้งยังมีคอรัสที่ใส่ลงมาในเพลงทำให้ติดหูขึ้นกว่าเดิม ส่วนเสียงของ Rihanna ก็เป็นเอกลักษณ์ยิ่งการเพิ่มท่องแรปของ Jay Z เข้าไปก็ทำให้เพลงทวีคูณความสนุกยิ่งขึ้น เปิดกี่ครั้งกูรู้สึกสนุกอยู่ตลอด


9. I Gotta Feeling – The Black Eyed Peas

แนวเพลง Dance-pop
ค่ายเพลง Interscope
ผู้แต่งเพลง William Adams, Stacy Ferguson, Jaime Gomez, David Guetta, Allan Pineda และ Frédéric Riesterer
โปรดิวเซอร์ David Guetta และ Frédéric Riesterer
เพลงในปี 2009

วง The Black Eyed Peas ดังไม่แพ้ใครแน่นอนในยุค 2000’s โดยในวงจะรวบรวมศิลปินที่โดดเด่นกันในคนละสาย อย่างสมาชิกชายในวงจะคอยทำหน้าที่ในการแรป ส่วน Fergie ศิลปินหญิงคนเดียวของวงก็จะคอยคุมในส่วนของการร้อง Pop ให้กับเพลง ทั้งนี้จุดเด่นของวงคงหนีไม่พ้นเรื่องของดนตรีที่โมเดิร์น เพราะ Will i Am และ David Guetta ค่อนข้างโดดเด่นในการทำดนตรีแนวนี้อยู่แล้ว แม้ว่าจะวนฟังในปีไหนเพลงนี้ก็ยังคงไพเราะและเข้าหูคนยุคใหม่ได้ไม่ยาก


10. Maria Maria – Santana ft. The Product G&B

แนวเพลง Hip hop
ค่ายเพลง Arista
ผู้แต่งเพลง Wyclef Jean, Jerry “Wonda” Duplessis, Carlos Santana, Karl Perazzo และ Raul Rekow
โปรดิวเซอร์ Wyclef Jean และ Jerry “Wonda” Duplessis
เพลงในปี 2000

‘Maria Maria’ คือเพลงระดับของโลกเลยก็ว่าได้ เพราะบีทและดนตรีในเพลงยังคงได้มีการนำมาปรับใช้กับเพลงในยุคปัจจุบัน ส่วนลูกเล่นของเพลงนี้ถือว่าค่อนข้างแตกต่างไม่เหมือนใครเลยในยุคนั้น เนื่องจากมีการใช้ดนตรีแนว Urban มีการใส่ดนตรีในสายละตินฟิลลิ่งคล้ายเพลงแม็กซิกันหรือสเปน ในขณะที่บีทของเพลงจะเป็นสไตล์ Hip-hop แต่การร้องของ Santana ไม่ได้เป็นแรปครับ เป็นการร้องโดยใช้เทคนิค R&B ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายคือเพลงนี้เก๋ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน เนื่องจากทั้งดนตรีและเทคนิคการร้องค่อนข้างคอนทราสกัน แต่เมื่อผสมกันแล้วกลายเป็นเพลงดีและเพลงระดับตำนานของวงการเลยทีเดียว


11. Foolish – Ashanti

แนวเพลง R&B
ค่ายเพลง Def Jam, AJM และ Murder Inc.
ผู้แต่งเพลง Ashanti Douglas, Mark DeBarge, Etterlene Jordan และ Irving Lorenzo
โปรดิวเซอร์ Irv Gotti
เพลงในปี 2002

ในยุค 2000’s Ashanti ถือว่าตีคู่ความดังมากับ Beyonce เลยครับ เพราะทั้งคู่มาในสายเพลงเดียวกันนั่นคือ R&B ที่เน้นการขายเสียงนุ่ม ๆ เทคนิคเก๋ ๆ ร้องคลอไปกับดนตรีเพราะ ๆ โดยเพลงที่เป็นตำนานของเธอ คงจะต้องยกให้กับ ‘Foolish’ เนื่องจากเพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 นานต่อเนื่องถึง 10 สัปดาห์ และอยู่ใน Top 10 กว่า 17 สัปดาห์ จัดได้ว่าเป็นเพลงปังแห่งยุคเลยทีเดียว ทำยอดขายซิงเกิลได้กว่า 2 ล้านยูนิต ไม่เพียงเท่านั้นยังได้เข้าชิง Grammy ในสาขา R&B อีกด้วย หากใครกำลังหาเพลงรีแลกซ์ฟังเพราะ ๆ แบบไม่ต้องคิดเยอะเพลง ‘Foolish’ ตอบโจทย์มากเลยละครับ


12. Crazy in Love – Beyoncé ft. Jay-Z

แนวเพลง Pop, hip hop และ R&B
ค่ายเพลง Columbia และ Music World
ผู้แต่งเพลง Rich Harrison, Beyoncé Knowles, Eugene Record และ Shawn Carter
โปรดิวเซอร์ Rich Harrison และ Beyoncé Knowles
เพลงในปี 2003

ถ้าเปิดเพลงนี้ขึ้นมาเชื่อว่าผู้หญิงและกะเทยไม่น้อยจะต้องเดินรันเวย์ตามบีทของเพลงนี้อย่างแน่นอน เพราะเพลงนี้ไม่ได้ดังเพียงแค่ในสหรัฐอเมริกาแต่ยังดังไปทั่วโลก แม้แต่ในไทยเอง ‘Crazy in Love’ ก็เปิดแทบจะทุกบ้านที่มีรสนิยมในการฟังเพลงสากล ถ้าถามว่าเพลงนี้ดังได้อย่างไรคงต้องบอกว่าเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างเสียงทรงพลังของ Beyonce และการปรับแต่งแซมเปิลจาก Are You My Woman (Tell Me So) ให้มีความโมเดิร์นสนุกยิ่งขึ้นกว่าเดิม เรียกว่าเพลงนี้มันส์และสนุกตั้งแต่วินาทีแรกเลยทีเดียว ส่วนการดึง Jay Z เข้ามาก็เพิ่มสีสันมากขึ้นกว่าเดิม ถ้าให้เปรียบเทียบคือ Beyonce เป็นต้มยำน้ำใสแต่รสชาติแซ่บนัว ส่วน Jay Z คือน้ำพริกเผาที่ใส่เข้าไปทำให้สีและรสชาติจัดจ้านยิ่งขึ้นนั่นเองครับ


13. Gold Digger – Kanye West ft. Jamie Foxx

แนวเพลง Pop rap
ค่ายเพลง Roc-A-Fella และ Def Jam
ผู้แต่งเพลง Kanye West, Ray Charles และ Renald Richard
โปรดิวเซอร์ Kanye West และ Jon Brion
เพลงในปี 2005

แซมเปิลของเพลงนี้มาจากเพลงของศิลปินดังอย่าง Ray Charles ดังนั้นถ้าฟังให้ดีเพลงนี้จะมีความคลาสสิกอยู่ในตัว มีดนตรีที่ให้กลิ่นอายของเพลงยุค 50 ทั้งนี้ดนตรีจะมาในสไตล์ของ Pop Rap เป็นการผสมผสานการ Rap ของคานเย่และดึงเอา Jamie Foxx เข้ามาทำหน้าที่ในการร้อง Pop ซึ่งต้องบอกว่าค่อนข้างเพอร์เฟคเลยครับ ในตอนแรกอาจให้ฟิลลิ่งเหมือนตัวเพลงฟังเรื่อย ๆ ไม่มีลูกเล่นอะไร แต่รู้สึกตัวอีกครั้งก็จบเพลงแล้ว ถือเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ฟังแล้วเพลินไม่ต้องคิดอะไรมาก มีความเป็น Timeless คือฟังยุคไหนก็ยังรู้สึกชอบเหมือนเดิม ไม่รู้สึกว่าเก่าหรือโบราณจนต้องรีบปิดหนี


14. SexyBack – Justin Timberlake

แนวเพลง Electro-R&B, hip hop และ disco
ค่ายเพลง Jive และ Zomba
ผู้แต่งเพลง Justin Timberlake, Tim Mosley และ Nate “Danja” Hills
โปรดิวเซอร์ Timbaland, Justin Timberlake และ Nate “Danja” Hills
เพลงในปี 2006

‘SexyBack’ เป็นเพลงแรกที่ Justin Timberlake สามารถพาตัวเองขึ้นไปบนอันดับ 1 ของ Billboard Hot 100 ได้สำเร็จ ถ้าหากจะให้อธิบายว่าเพลงนี้โดดเด่นอย่างไรอย่างแรกก็ต้องบอกเลยว่าเพลงนี้ Sexy เหมือนกับชื่อเพลงเลยครับ ยิ่งการใช้ดนตรี Disco และ Electro-R&B เข้ามาใช้ในตัวเพลงก็ทำให้เพลงนี้มีความวินเทจและฟังดูเซ็กซี่มากขึ้นกว่าเดิม ส่วนเสียงของ Timberlake มีความเป็น Pop อยู่ในตัวก็ทำให้เพลงนี้ไพเราะแทบจะทุกมิติ มีทั้งความติดหู ฟังเพลิน สนุก ครบจบภายในเพลงเดียว


15. I Kissed a Girl – Katy Perry

แนวเพลง Pop rock, electropop, new wave และ glam rock
ค่ายเพลง Capitol
ผู้แต่งเพลง Katy Perry, Lukasz Gottwald, Max Martin และ Cathy Dennis
โปรดิวเซอร์ Dr. Luke และ Benny Blanco
เพลงในปี 2008

‘I Kissed a Girl’ ยังคงเป็นเพลงที่อยู่ในหัวใจของทุก ๆ คน เนื่องจากดนตรีเป็น Electro Pop ผสมกับความเป็น Glam Rock คือฟังแล้วไม่หวานเลี่ยนและไม่ดุเดือดเหมือน Rock ดิบ ๆ จนเกินไป มีความบาลานซ์กันระหว่าง 2 แนวเพลงนี้ อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตก็เพราะเสียงของ Katy Perry ที่ไพเราะหูเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งถ้าหากมองไปที่โปรดิวเซอร์แต่ละคนก็ไม่แปลกใจเลยครับว่าทำไมเพลงถึงออกมาได้ดีขนาดนี้ เนื่องจาก Max Martin, Dr. Luke และ Benny Blanco ต่างก็เป็นนักโปรดิวเซอร์มือทองที่ปั้นศิลปินมานักต่อนักแล้ว ด้วยคุณภาพของเพลงที่ดีทำให้ยอดขายของซิงเกิลสูงถึง 4.8 ล้านก็อปปี้ กลายเป็นเพลงที่มียอดขายติดอันดับ Top 10 ในศตวรรษที่ 21 เลยทีเดียว

Next Post