15 อันดับ เพลงสากลยุค 70 ที่เป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้

ในปี 2021 ผมเชื่อว่าคนฟังเพลงที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นในยุคนี้คงจะคุ้นชิ้นกับดนตรีแนว Hip Hop หรือการร้องแบบแรปที่มีจังหวะบีทมันส์ ๆ เหมาะสำหรับการเปิดในงานปาร์ตี้ รวมไปถึงเพลงที่มีความเป็น R&B ที่ดนตรีจะผสมความเป็นอิเล็กโทรลงไป แต่ถ้าหากเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาสักเล็กน้อย คุณก็อาจจะคุ้นชินกับเพลงป็อปสนุก ๆ ในยุค 90 ที่จะมีนักร้องดังอย่าง Christina Aguilera, Mariah Carey หรือ Michael Jackson ซึ่งในแต่ละยุคหรือแต่ละสมัยก็จะมีกลิ่นอายของดนตรีที่แตกต่างกันออกไป

ในขณะที่ถ้าเราจะพูดถึง ‘เพลงสากลในยุค 70’ ผมคิดว่าวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่อายุต่ำกว่า 40 ปี คงจินตนาการภาพหรือเสียงดนตรีไม่ออกว่ามันเป็นอย่างไร แต่ถ้าให้ย้อนอดีตและเจาะลึกลงไป บอกได้เลยว่าเพลงในยุค 70 คือขุมทรัพย์อันล้ำค่า อีกทั้งผมยังยงให้เป็นยุคทองของเพลงคุณภาพ เพราะศิลปิน นักแต่งเพลง และโปรดิวเซอร์ในยุคนั้นล้วนแล้วแต่อัดแน่นด้วยความสามารถแบบคุณภาพคับแก้ว หากลองเปิดใจฟัง คุณจะสัมผัสได้ถึงดนตรีและเนื้อหาของเพลงที่ปราณีต

โดยในยุคนั้นเพลงส่วนใหญ่จะมีความเป็น Soul, Disco, Funk และ Rock and Roll ที่มีความคลาสสิก หากมองไปรอบตัวเพลงเหล่านั้นยังคงเปิดอยู่และอาจจะเคยผ่านหูใครมาแล้วหลายคน ทั้งนี้อาจจะมีหลายคนที่ไม่รู้ด้วยว่า ศิลปินแนวหน้าของวงการโลกในตอนนี้ ก็ได้แรงบันดาลใจจากเพลงยุค 70 และซึมซับความสามารถจากศิลปินเหล่านั้นมาแทบจะทุกคน ไม่ว่าจะเป็น Ariana Grande, Taylor Swift, Lady Gaga, Justin Bieber หรือ Bruno Mars

ทุกคนที่ผมเอยชื่อว่าให้ความเคารพถึงความสามารถของศิลปินในยุค 70 ทั้งหมด ซึ่งเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนก็คงอยากจะลองเปิดใจฟังเพลงสากลยุค 70 กันแล้วใช่มั้ยครับ ? ดังนั้นเพื่อไม่เป็นการรอช้า เรามาดูไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าว่าเพลย์ลิสต์ที่ผมจะแนะนำมีอะไรกันบ้างครับ




1. Ain’t No Mountain High Enough – Diana Ross

Ain't No Mountain High Enough - Diana Ross
Ain’t No Mountain High Enough – Diana Ross
แนวเพลง Soul
ค่ายเพลง Motown
ผู้แต่งเพลง Nickolas Ashford & Valerie Simpson
โปรดิวเซอร์ Nickolas Ashford & Valerie Simpson
เพลงในปี 1970

Ain’t No Mountain High Enough เป็นเพลงดังในช่วง 1970 และถือเป็นผลงานระดับตำนานของ Diana Ross ที่ใช้หากินได้จนถึงทุกวันนี้ โดยตัวเพลงจะสื่อสารเกี่ยวกับความรักระหว่างคนสองคน ที่ไม่ว่าผู้เขาจะสูงหรือแม่น้ำจะลึกขนาดไหน ทั้งคู่ก็ยังคงต้องมาหากันจนเจอ ซึ่งเนื้อเพลงนี้คือจุดขายที่ซึ้งกินใจมากในยุคนั้น อีกทั้งด้วยความเป็น R&B ผสม Soul ยิ่งทำให้ทุกอย่างดูกลมกล่อมไปกว่าเดิม ส่วนเสียงของ Diana Ross ก็คงไม่ต้องบรรยายอะไรให้มาก เพราะเนื้อเสียงของเธอมีความหวาน เหมาะกับเพลงรักโรแมนติกอยู่แล้ว หากใครได้ฟังรับรองว่าคุณจะหลงใหลเพลงนี้ไปอย่างไม่รู้เลยละครับ


2. (They Long to Be) Close to You – The Carpenters

(They Long to Be) Close to You - The Carpenters
(They Long to Be) Close to You – The Carpenters
แนวเพลง Pop และ soft rock
ค่ายเพลง A&M
ผู้แต่งเพลง Burt Bacharach และ Hal David
โปรดิวเซอร์ Jack Daugherty
เพลงในปี 1970

อีกหนึ่งเพลงรักระดับตำนานที่ต้องมีใครหลายคนเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างในภาพยนตร์ หรืองานแต่งทั่วโลก เพราะความหวานจับใจของเนื้อเพลงที่โรแมนติก ซึ่งมีการเปรียบเปรยถึงความรักที่ทั้งคู่มีให้กัน ทำให้เพลงนี้ประสบความสำเร็จด้วยการไปยืนเป็นอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 นานถึง 4 สัปดาห์ และมียอดขายในระดับ Gold หรือประมาณ 1 ล้านยูนิต รวมไปถึงการการันตีผลงานด้วยการชนะรางวัล Grammy Awards อีกด้วย หากใครอยากเพิ่มความโรแมนติกให้กับคู่ตัวเอง เพลงรักเพลงนี้คือช้อยส์ที่ใช่เลยครับ


3. I’ll Be There – The Jackson 5

I'll Be There - The Jackson 5
I’ll Be There – The Jackson 5
แนวเพลง Soul
ค่ายเพลง Motown
ผู้แต่งเพลง Berry Gordy, Bob West, Willie Hutch และ Hal Davis
โปรดิวเซอร์ Hal Davis
เพลงในปี 1970

The Jackson 5 เป็นวงที่โด่งดังมากในยุค 70’s ซึ่งหนึ่งในสมาชิกของวงที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดีคือ Michael Jackson ทั้งนี้เพลง ‘I’ll Be There’ เป็นซิงเกิ้ลที่ถูกบรรจุอยู่ในอัลบั้ม Third Album โดยหลังจากที่เพลงนี้ปล่อยออกสู่สาธารณะเพียงไม่นาน เพลงนี้ก็แมสและเปิดไปทั่วสหรัฐอเมริกา ชนิดที่สามารถทุบสถิติต่าง ๆ จนกลายเป็นซิงเกิ้ลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในค่าย Motown เพราะสามารถทำยอดขายได้กว่า 4.2 ล้านก็อปปี้ และทำให้วง The Jackson 5 กลายเป็นวงที่ทำเพลงขึ้นอันดับ 1 มากที่สุดในวงการ ณ เวลานั้น แต่ความดังแบบฉุดไม่อยู่ก็ไม่ได้หยุดแต่เพียงเท่านั้น เพราะหลังจากนั้นมีศิลปินหลายคนที่ได้ซื้อลิขสิทธิ์นำไปร้องใหม่ อย่างเช่น Mariah Carey ที่โคฟเวอร์จนเพลงกลับมาบูมอีกรอบในปี 1992 และขึ้นอันดับ 1 บนชาร์จ Billboard Hot 100 อีกรอบอย่างสมศักดิ์ศรี หากถามว่าในยุค 70 มีเพลงอะไรที่ดีและทำให้คนในยุคนั้นตราตรึงใจ แน่นอนว่า I’ll Be There คือหนึ่งในคำตอบของใครหลายคน


4. I Feel the Earth Move – Carole King

I Feel the Earth Move - Carole King
I Feel the Earth Move – Carole King
แนวเพลง Pop rock
ค่ายเพลง Ode
ผู้แต่งเพลง Carole King
โปรดิวเซอร์ Lou Adler
เพลงในปี 1971

I Feel the Earth Move คือเพลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับความรักของหญิงสาวคนหนึ่ง ที่ไม่ว่าเขาจะทุกข์มากเพียงสักเท่าไหร่ แต่เมื่อได้เห็นหน้าคนที่เขารักทุกอย่างก็กลับมาเฟรชและสดชื่นอีกครั้ง ทั้งยังทำให้หัวใจสั่นไหวเหมือนโลกกำลังเคลื่อนตัว ซึ่งเนื้อหาเพลงนั้นเป็นอะไรที่เข้าใจง่ายและตรงกับชีวิตใครหลายคน บวกรวมกับดนตรีแนว Pop Rock ที่ฟังได้ง่ายและฟังเพลินตลอด 3 นาที ทำให้เพลงนี้ประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็น จน RIAA หรือสมาคมเพลงอเมริกาประกาศให้เพลงนี้เป็นเพลงอันดับที่ 213 จากทั้งหมด 365 เพลงที่ดีที่สุดในศตวรรษเลยทีเดียวครับ หากใครยังไม่เคยได้ฟัง ผมอยากให้คุณเปิดใจกันสักครั้ง แล้วคุณจะไม่ผิดหวัง


5. Killing Me Softly with His Song – Roberta Flack

Killing Me Softly with His Song - Roberta Flack
Killing Me Softly with His Song – Roberta Flack
แนวเพลง Soul
ค่ายเพลง Atlantic
ผู้แต่งเพลง Charles Fox และ Norman Gimbel
โปรดิวเซอร์ Joel Dorn
เพลงในปี 1973

Killing Me Softly with His Song เป็นเพลงที่ทาง Rolling Stone ยกให้เป็น 1 ใน 500 เพลงระดับตำนาน ทั้งนี้ Grammy Awards ก็ให้เพลงนี้ถูกบรรจุใน Grammy Hall of Fame อีกด้วย อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าเวอร์ชันของ Roberta จะไม่ใช่เวอร์ชันแรกของเพลงนี้ แต่มีนักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ และนักวิจารณ์บอกว่าเธอสร้างความแตกต่างให้กับเพลง ยิ่งแนวเพลงแบบ Soul นั้นก็เป็นแนวทางที่เธอถนัดและร้องได้อย่างเพอร์เฟค หากใครอยากเพลิดเพลินไปกับการฟังเพลงจิตวิญญาณแบบ Soul พร้อมไปกับการจิบชาในยามเช้า เพลงนี้ถือว่าเหมาะกับคุณมาก ๆ


6. Tonight’s the Night (Gonna Be Alright) – Rod Stewart

Tonight's the Night (Gonna Be Alright) - Rod Stewart
Tonight’s the Night (Gonna Be Alright) – Rod Stewart
แนวเพลง Soft rock
ค่ายเพลง Riva และ Warner Bros.
ผู้แต่งเพลง Rod Stewart
โปรดิวเซอร์ Tom Dowd
เพลงในปี 1975

เพลงนี้ได้รับแรงบันดาล Today’s the Day ซึ่งเป็นเพลงฮิตในอเมริกาและอังกฤษในช่วงนั้น แต่หลังจากที่ทาง Steward ได้แต่งขึ้นมาใหม่เป็นเพลง Tonight’s the Night แล้วปล่อยให้คนแฟนเพลงฟัง เพลงนี้ก็ดังเป็นพลุแตกมากกว่าเดิม เพราะดนตรีที่เป็น Soft Rock และ เสียงของ Steward ผสมผสานเข้ากันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้เนื้อหาของเพลงที่เขาแต่งให้กับภรรยาโดยตรง ก็ทำให้คนฟังรับความรู้สึกและอินเข้าไปในตัวเพลงได้อย่างไม่ยาก ดังนั้นถ้าใครได้ไปดินเนอร์หรือฮันนีมูนกับแฟน แล้วอยากสร้างบรรยากาศดี ๆ เพลงนี้ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ควรอยู่ในเพลย์ลิสต์ของคุณครับ


7. Shadow Dancing – Andy Gibb

Shadow Dancing - Andy Gibb
Shadow Dancing – Andy Gibb
แนวเพลง Disco
ค่ายเพลง RSO Records
ผู้แต่งเพลง Barry, Robin & Maurice Gibb และ Andy Gibb
โปรดิวเซอร์ Gibb-Galuten-Richardson
เพลงในปี 1978

เพลงนี้ถูกเขียนขึ้นในลอสแอนเจลิส โดยทาง Andy ได้แต่งร่วมกันกับพี่ชายในขณะทำภาพยนตร์ ซึ่งเบื้องหลังความพิเศษคือทุกคนช่วยกันร้องทำนองคอรัสเพียงแค่ 10 นาที ก็ได้ไอเดียการเขียนเพลงทันที ทั้งนี้เนื้อหาของเพลงจะเกี่ยวกับผู้ชายที่หลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง โดยเขาพยายามทำดีและปกป้องเธอ ถึงแม้จุดหมายปลายทางจะไม่สมหวัง แต่การทำสิ่งดี ๆ ให้กับคนที่หลงรักก็เพียงพอแล้ว ดังนั้นด้วยความโรแมนติกของเพลงและดนตรีสุดปราณีต ก็ทำให้เพลงขึ้นอันดับ 1 และมียอดขายกว่า 2.5 ล้านก็อปปี้เลยทีเดียวครับ





8. I Will Survive – Gloria Gaynor

I Will Survive - Gloria Gaynor
I Will Survive – Gloria Gaynor
แนวเพลง Disco
ค่ายเพลง Polydor
ผู้แต่งเพลง Freddie Perren และ Dino Fekaris
โปรดิวเซอร์ Dino Fekaris
เพลงในปี 1978

สื่อยักษ์ใหญ่ที่มีการวิจารณ์เพลงเกือบทุกสำนักได้ยกเพลง I Will Survive ให้เป็นเพลงคุณภาพตลอดกาล อีกทั้งเพลงนี้ยังเป็นเพลงชาติของชาว LGBTQ ที่เมื่อเปิดขึ้นมาเมื่อไหร่ละก็ต้องลุกจากโต๊ะขึ้นมาเต้นทันที เพราะความเป็นดนตรี Disco ก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่ามันสนุกชวนเต้นอยู่เสมอ นอกจากนี้ด้วยเนื้อหาเพลงที่เกี่ยวกับการอกหักจากความรัก แต่ก็มูฟออนและเดินหน้าต่อทิ้งความเสียใจเอาไว้ข้างหลัง ก็ทำให้สะกิดต่อม สร้างแรงบันดาลใจและถูกใจใครหลายคน จนทำให้เพลงนี้ขึ้นอันดับ 1 และคว้ารางวัล Grammy Awards ได้ในที่สุด


9. Le Freak – Chic

Le Freak - Chic
Le Freak – Chic
แนวเพลง Disco และ funk
ค่ายเพลง Atlantic
ผู้แต่งเพลง Bernard Edwards และ Nile Rodgers
โปรดิวเซอร์ Bernard Edwards และ Nile Rodgers
เพลงในปี 1978

Le Freak เป็นดนตรีลูกผสมระหว่าง Disco และ Funk ซึ่งทั้งสองสายนี้มีความสนุกอยู่แล้ว ดังนั้นใครเป็นสายปาร์ตี้หรืออยากได้วินเทจยุค 70s ที่สนุก ๆ Le Freak คือตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาดเลยละครับ บอกได้เลยว่าสนุกจนฉุดไม่อยู่ ส่วนด้านการประสบความสำเร็จของตัวเองเพลง ก็ต้องบอกว่าเพลงนี้คือระดับตำนานในยุค 70s เพราะเพลงนี้สามารถขึ้นอันดับ 1 ในทั้งอังกฤษและอเมริกา รวมไปถึง Billboard ได้จัดอันดับให้ La Freak เป็นเพลงอันดับ 3 ที่ดีที่สุดในปี 1979 ด้วยครับ


10. How Deep Is Your Love – Bee Gees

How Deep Is Your Love - Bee Gees
How Deep Is Your Love – Bee Gees
แนวเพลง Soft rock
ค่ายเพลง RSO
ผู้แต่งเพลง Barry Gibb, Robin Gibb และ Maurice Gibb
โปรดิวเซอร์ Bee Gees, Karl Richardson และ Albhy Galuten
เพลงในปี 1977

Bee Gees เป็นศิลปินกลุ่มที่โด่งดังมากที่สุดในยุค 70 เพราะไม่ว่าจะปล่อยเพลงอะไรออกมา ยอดขายของเพลงก็ถล่มทลายอยู่เสมอ ซึ่งเพลง How Deep Is Your Love คือหนึ่งในเพลงที่ทำให้วงนี้สามารถยืนหยัดในวงการเพลงได้อย่างเหนียวแน่น เพราะเมื่อปล่อยออกมาแล้ว เพลงสามารถยืนอยู่บนอันดับ 1 นานต่อเนื่องถึง 6 สัปดาห์ ทั้งนี้เนื้อหาของเพลงจะเกี่ยวกับความรักที่ผู้ชายคนหนึ่งมีให้ผู้หญิงที่รัก แต่ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่แน่ใจว่าเธอรักเขามากเท่าที่เขารักเธอหรือไม่ แต่อย่างไรก็แล้วแต่ความรักที่เขามีให้ก็ไม่เคยลดลง อีกทั้งดนตรีที่เป็น Soft rock ก็ทำให้มันดูละมุนและอินมากกว่าเดิม ใครชอบเพลงรักช้า ๆ เพลงนี้ถือว่าเหมาะกับคุณมากเลยครับ


11. You Light Up My Life – Debby Boone

You Light Up My Life - Debby Boone
You Light Up My Life – Debby Boone
แนวเพลง Soft rock
ค่ายเพลง Warner Bros.-Curb
ผู้แต่งเพลง Joe Brooks
โปรดิวเซอร์ Joe Brooks
เพลงในปี 1977

You Light Up My Life ที่เป็นเวอร์ชันของ Debby Boone ถือเป็นเพลงที่ดังมาก ๆ ในปี 1977 เพราะด้วยดนตรีและเนื้อเพลงที่ประณีตในทุกคีย์และทุกท่อน ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับ Joe Brooks ที่ทำเพลงออกมาได้อย่างลงตัว อีกทั้งเสียงของ Debby Boone ที่ร้องออกมาก็ทำให้ทุกอย่างสมบูรณืแบบ สามารถถ่ายทอดความโรแมนติกได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งด้วยคุณภาพเพลงในระดับนี้ทำให้เธอได้รางวัลแกรมมี่ในฐานะศิลปินหน้าใหม่ หากใครกำลังหาเพลงฟังสบาย ๆ ในวันหยุด You Light Up My Life ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีมาก


12. 50 Ways to Leave Your Lover – Paul Simon

50 Ways to Leave Your Lover - Paul Simon
50 Ways to Leave Your Lover – Paul Simon
แนวเพลง Soft rock และ folk rock
ค่ายเพลง Columbia
ผู้แต่งเพลง Paul Simon
โปรดิวเซอร์ Paul Simon และ Phil Ramone
เพลงในปี 1975

เพลงนี้เป็นการถ่ายทอดความเจ็บปวดของผู้ชายคนหนึ่งที่โดนคนที่รักทิ้ง แต่ความรักและความอาลัยที่มีให้เธอ ยังคงทำให้เขาจมปลักและหาทางออกไม่เจอ ถึงแม้ว่าพยายามหาเหตุผลมาแล้วก็ตาม ซึ่งความเจ็บปวดที่ Paul Simon ได้เขียน โปรดิวซ์ และร้องด้วยตนเอง ทำให้คนฟังสามารถสัมผัสความรู้สึกของเขาได้แบบเต็ม ๆ ยิ่งการใช้ดนตรีแนว Folk rock หรือ Soft rock ก็ทำให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม ถึงขนาดที่ Billboard ออกมาชื่นชมว่าเพลงนี้เป็น Exellent Song หรือเพลงที่ยอดเยี่ยมเพลงหนึ่งที่เขาเคยทำมา และการขึ้นอันดับ 1 บนชาร์จก็เป็นการการันตีได้ดีว่าเพลงนี้ดีงามมากขนาดไหน


13. Crocodile Rock – Elton John

Crocodile Rock - Elton John
Crocodile Rock – Elton John
แนวเพลง Rock and roll, glam rock และ pop rock
ค่ายเพลง MCA และ DJM
ผู้แต่งเพลง Elton John และ Bernie Taupin
โปรดิวเซอร์ Gus Dudgeon
เพลงในปี 1972

Elton John เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มีอิทธิพลมาในยุค 70 ความโด่งดังและความสามารถของเขาถือเป็นแบบอย่างของศิลปินหลายคนในยุคนี้ ซึ่งถ้าจะให้แนะนำเพลงสุดปังในยุคสุดรุ่งเรืองของเขา ผมคิดว่าคงจะหนีไม่พ้นเพลง Crocodile Rock โดยเพลงนี้ถือเป็นการฉีกแนวของเอลตัน เพราะที่ผ่านมาเขาจะเน้นการร้องบัลลาดซะส่วนใหญ่ แต่เพลงนี้กลับเป็น Rock ที่มีความสนุกชวนเต้น ทั้งนี้ถ้าหากใครวิเคราะห์ว่าทำไมเพลงนี้ถึงดังคงเป็นเพราะแนวเพลงแบบ Rock and Roll กำลังเป็นเทรนต์ บวกกับแรงบันดาลใจที่ดีจากซิงเกิ้ล Eagle Rock ของวง Daddy Cool หลอมรวมเข้ากับความสามารถของเอลตัน ทำให้เพลงนี้ออกมาเพอร์เฟคจนทำให้คนร้องตามกันทั้งหมด ยิ่งท่อนที่ร้อง ‘Laaaa Laaaaa’ ที่เปิดขึ้นมาเมื่อไหร่ละก็จะต้องตามทันที


14. Fame – David Bowie

Fame - David Bowie
Fame – David Bowie
แนวเพลง Funk และ funk rock
ค่ายเพลง RCA
ผู้แต่งเพลง David Bowie, Carlos Alomar และ John Lennon
โปรดิวเซอร์ Harry Maslin และ David Bowie
เพลงในปี 1975

David Bowie มีความสามารถในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการร้อง แต่งเพลง หรือโปรดิวซ์เพลง ดังนั้นเพลงฮิตของเขาที่ปล่อยออกมาทั้งหมด ล้วนแล้วแต่ผ่านการเจียระไนด้วยสมองและมือของเขาทั้งสิ้น โดยผลงานเพลงที่ประจักษ์และอยู่ในใจใครหลายคนคือ Fame ซึ่งเนื้อหาภายในเพลงเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกของเขาเกี่ยวกับการเป็นคนมีชื่อเสียง ที่ทุกอย่างล้วนแล้วแต่มีด้านมืดและด้านขาว มันสามารถพาคุณให้ตกอยู่ในมายา แต่ในขณะเดียวกันมันก็ทำให้คุณรู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่มีคนรู้จัก แน่นอนว่าการปลดปล่อยตัวตนและประสบการณ์นี้ ทำให้หลายคนถูกอกถูกใจ รวมไปถึงดนตรีที่เป็น Funk Rock ก็สนุกและมีอิทธิพลต่อคนฟังมากในช่วงนั้น ทำให้ Fame เป็นใบเบิกทางหรือเป็นเพลงแรกที่ David ได้ขึ้นอันดับ 1 บนชาร์จ Billboard Hot 100


15. Best of My Love – The Emotions

Best of My Love - The Emotions
Best of My Love – The Emotions
แนวเพลง Disco, R&B, funk และ soul
ค่ายเพลง Columbia
ผู้แต่งเพลง Maurice White และ Al McKay
โปรดิวเซอร์ Maurice White และ Clarence McDonald
เพลงในปี 1977

Best of My Love เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของวง The Emotions เพราะเพลงนี้สามารถขึ้นชาร์จได้ในประเทศยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, แคนาดา หรือออสเตรเลีย ซึ่งนอกจากที่จะมียอดขายนับล้านยูนิตทั่วโลกแล้ว ทางนิวิจารณ์เพลงยังได้เคลมอีกว่าเพลงนี้คือเพลงคุณภาพระดับตำนาน และเป็นหนึ่งในเพลงเกิร์ลกรุ๊ปที่ดีที่สุดอีกด้วย หากใครชื่นชอบเพลงแนว R&B โชว์เสียงและเทคนิคเพราะ ๆ แต่ยังคงมีความสนุกแบบ Funk และ Disco ปนอยู่ ผมแนะนำเลยละครับ


เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับ 15 เพลงสากลยุค 70 ที่ยังคงเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้ เรียกว่ามีหลากหลายอารมณ์กันมากเลยนะครับ สำหรับใครที่กำลังมองหาความเพลงสากลความหมายดี ๆ อย่างเพลงรักวันวาเลนไทน์, เพลงสากลน่ารัก ๆ สำหรับการจีบคนที่ชอบหรือจะเป็นเพลงรักแนวโรแมนติกลึกซึ้งก็มีมาแนะนำกันเยอะมากเลยครับ คุณสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้จากลิ้งก์ที่ให้ได้เลย

Gun Natchapon

Gun Natchapon

สวัสดีครับชื่อ ณัชพล ชนะสิทธิ์ จบจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขาวารสารศาสตร์ งานถนัดที่สุดคือการกินและเขียนคอนเทนต์ เวลาว่างส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลงและเต้นคร่อมจังหวะ

Next Post