หากใครเป็นคอเพลงสากลที่ติดตามผลงานดนตรีมาอย่างยาวนาน คุณจะเห็นถึงพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะ โดยเพลงในยุค 70’s ส่วนใหญ่แล้วจะออกไปในแนว Disco หรือ Funk กันค่อนข้างมาก จะบอกว่าเป็นยุคหนึ่งที่ดนตรีสนุก สร้างสีสรรค์ให้กับผู้คนได้เป็นอย่างดี ในขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับเพลงยุค 90’s คุณก็จะเห็นถึงความแตกต่าง เพราะเพลง Pop จะเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น เทสการฟังของคนดูเริ่มจะเปลี่ยนไป ดังนั้นภาพจำของหลาย ๆ คนคงจะนึกถึง Cristina Aguilera, Britney Spears, Westlife, NSYNC หรือ Backstreet Boys ซึ่งป็อปในช่วงนั้นมีลูกเล่นมากขึ้นด้วยการเริ่มใส่เสียงอิเล็กโทรลงไปให้เกิดความแปลกใหม่
แต่ช่วงระหว่างทางของยุค 70’s และ 90’s นั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งยุคที่ผมกำลังจะพูดถึงอยู่คือ ‘เพลงสากลยุค 80’ ที่เป็นช่วงคาบเกี่ยวของงานเพลง เพราะยุคนี้ Disco เริ่มจะค่อย ๆ จางหายออกไปบ้าง และจะสังเกตได้ว่า Pop และ R&B เริ่มเข้ามาสู่เทรนด์ฟังเพลงกันมากขึ้น เนื่องจากในยุคนี้คือยุคทองของ Madonna และ Michael Jackson ที่ได้ทำการบุกเบิกแนวเพลงป็อปให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง ดังนั้นจึงไปต้องแปลกใจครับว่าทำไมศิลปินยุค 90 จึงเป็นป็อปกันซะเยอะ ก็เนื่องจากบารมีของศิลปินยุค 80’s ที่ได้สร้างเอาไว้นี่แหละครับ อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่ายุคนี้จะดูเป็นความคาบเกี่ยวแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ แต่บอกได้เลยว่าความคลาสซี่และคลาสสิกไม่ได้แพ้ไปกว่ายุคอื่นเลยแม้แต่น้อย หากใครที่กำลังสนใจหาเพลงสากลดี ๆ ในยุค 80’s กันอยู่ วันนี้ผมมีเพลย์ลิสต์น่าสนใจมากฝากกันครับ
1. 9 To 5 – Dolly Parton

| แนวเพลง | Country |
|---|---|
| ค่ายเพลง | RCA Nashville |
| ผู้แต่งเพลง | Dolly Parton |
| โปรดิวเซอร์ | Gregg Perry |
| เพลงในปี | 1980 |
9 To 5 เป็นเพลงซาวแทร็คที่กินใจคนมนุษย์เงินเดือนมากในปี 1980 เพราะมันเปรียบเสมือนกับการถ่ายทอดเรื่องราวในชีวิตประจำวันที่ทุกคนจะต้องลุกออกจากเตียงไปทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าจนถึง 5 โมงเย็น ทั้งยังจะต้องแข่งกับเวลาในการเดินทางบนถนนเพื่อเข้างานให้ทันเวลา ดังนั้นเพลงนี้จะค่อนข้างเกี่ยวข้องกับคนหมู่มากในสังคม จนทำให้คนในอเมริกายกให้เพลงนี้เป็นเพลงชาติของมนุษย์ออฟฟิศในปี 2004 และแน่นอนว่าเพลงนี้กลายเป็นเพลงฮิตที่สามารถขึ้นอันดับ 1 บนชาร์จ Billboard และชนะรางวัล Grammy Awards ถึง 2 สาขา
2. Livin’ on a Prayer – Bon Jovi

| แนวเพลง | Glam metal และ arena rock |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Mercury |
| ผู้แต่งเพลง | Jon Bon Jovi, Richie Sambora และ Desmond Child |
| โปรดิวเซอร์ | Bruce Fairbairn |
| เพลงในปี | 1986 |
Bon Jovi คือวงร็อกที่มีชื่อเสียงมากในอดีต โดยเพลงซิกเนเจอร์ที่แฟน ๆ ต่างโหวตเป็นเสียงเดียวกันนั่นก็คือ ‘Livin’ on a Prayer’ เพราะถึงแม้ว่าเพลงจะปล่อยออกมาตั้งแต่ 1986 แต่ยอดวิวในยูทูปยังสามารถแตะได้ถึงหลัก 800 ล้าน ซึ่งเป็นการพิสูจน์ได้ดีเลยว่าความคลาสสิกของเพลงนี้ไม่จางหายออกไปจากวงการเพลงเลยแม้แต่น้อย โดยสาเหตุที่เพลงนี้ประสบความสำเร็จคงเป็นเพราะ Jon Bon Jovi และ Desmond Child ร่วมกันถ่ายทอดจากประสบการณ์ความรักของตนเอง ทำให้คนฟังสามารถเข้าถึงได้ง่าย ยิ่งดนตรีที่เป็น Glam Metal และ Arena Rock ก็ถือเป็นสายถนัดของทางวง Bon Jovi อยู่แล้ว สำหรับคนที่ชอบเพลงร็อกคลาสสิก ผมแนะนำให้ไปฟังเลยครับ บอกได้เลยว่างานดีมาก
3. We Are the World – USA for Africa

| แนวเพลง | Pop และ gospel |
|---|---|
| ค่ายเพลง | A&M Recording Studios |
| ผู้แต่งเพลง | Michael Jackson และ Lionel Richie |
| โปรดิวเซอร์ | Quincy Jones และ Michael Omartian |
| เพลงในปี | 1985 |
เพลงที่เป็นตำนานและให้กำลังคนทั้งโลกได้ดีจนถึงทุกวันนี้คงจะต้องยกให้ ‘We Are the World’ เพราะเมื่อมีเหตุโศกเศร้าหรืออุบัติภัยหนักในประเทศไหนก็ตาม เพลงนี้จะถูกเปิดเพื่อให้กำลังใจและเยี่ยวยาความรู้สึกได้ดีเสมอ ทั้งนี้ยังเป็นเพลงที่สร้างเม็ดเงินได้อย่างมหาศาลเพื่อให้ความช่วยเหลือกับผู้คนได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งเมื่อมองไปถึงคนที่ร่วมร้องและแต่งเพลงก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะศิลปินอย่าง Lionel และ Michael คือศิลปินระดับโลกที่มีความสามารถอยู่แล้ว
4. Billie Jean – Michael Jackson

| แนวเพลง | Post-disco, rhythm and blues, funk และ dance-pop |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Westlake Recording Studios |
| ผู้แต่งเพลง | Michael Jackson |
| โปรดิวเซอร์ | Quincy Jones และ Michael Jackson |
| เพลงในปี | 1983 |
หากพูดถึงยุค 80 แล้วไม่มี Michael Jackson คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะยุคนี้คือจุดพีคในวงการเพลงสหรัฐอเมริกาของเขา ซึ่ง Billie Jean ถือเป็นผลงานหนึ่งที่ทำให้เขายืดหยันเป็นศิลปินตัวท็อปได้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าจะเป็นแฟนเพลงหรือสื่อต่าง ๆ ก็ยกให้เพลงนี้อยู่ใน Hall of Fame หรือเพลงระดับตำนานตลอดกาล เนื่องจากดนตรีที่ผสมผสานให้ Disco, Funk, Dance-pop และ Blue เบลนเข้ากันได้อย่างลงตัว เพลงจึงออกมาสนุกมาก มีจังหวะให้โยกตามได้เรื่อย ๆ ส่วนทางด้านเนื้อหาเพลงก็เป็นเรื่องราวจากชีวิตของเขาและพี่ชายในวง Jackson 5 ที่ผู้หญิงทั่วเมืองต่างเคลมว่าเขาเป็นแฟนและพ่อของลูก ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว ตัวไมเคิลหรือพี่ชายยังไม่เคยคุยกับพวกเธอเลยแม้แต่ประโยคเดียว ดังนั้นเพลงนี้ก็เหมือนเป็นการเหน็บแนมและแซวแบบสนุกสนานนั่นเอง
5. Bette Davis Eyes – Kim Carnes

| แนวเพลง | New wave และ soft rock |
|---|---|
| ค่ายเพลง | EMI America |
| ผู้แต่งเพลง | Donna Weiss และ Jackie DeShannon |
| โปรดิวเซอร์ | Val Garay |
| เพลงในปี | 1981 |
หนึ่งในเพลงที่ประสบความสำเร็จที่สุดผมคงต้องยกให้ ‘Bette Davis Eyes’ เพราะหากเจาะลึกไปในเนื้อเพลง เพลงนี้จะค่อนข้างมีความเซ็กซี่ แต่ด้วยเสียงอันมีพลังและแหบ ๆ เป็นเอกลักษณ์ของ Kim Carnes เมื่อผสมเข้ากับดนตรี Soft Rock ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงพิเศษและทุกอย่างดูลงตัวมาก ซึ่งด้วยการร้องและดนตรีที่ติดหูขนาดนี้ มันเลยส่งให้เพลงนี้สามารถขึ้นอันดับ 1 ได้นานถึง 9 สัปดาห์ โดยการขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของชาร์ตได้นานขนาดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะทำได้ง่าย ๆ และยิ่งไปกว่านี้คือการชนะรางวัล Grammy Awards ในสาขาใหญ่อย่าง Record of The Year ก็เป็นการการันตีถึงคุณภาพของผลงานเพลงได้เป็นอย่างดี
6. Upside Down – Diana Ross

| แนวเพลง | Disco |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Motown |
| ผู้แต่งเพลง | Nile Rodgers และ Bernard Edwards |
| โปรดิวเซอร์ | Nile Rodgers และ Bernard Edwards |
| เพลงในปี | 1980 |
ความคลาสซี่และคลาสสิกที่เมื่อเปิดฟังไปกี่ยุคกี่สมัยก็ไม่เคยรู้สึกว่าเก่า หากจะให้อธิบายคงหลายบรรทัด แต่ถ้าให้ยกตัวอย่างผลงานเพลงและศิลปินที่ให้ความหมายนี้ได้ดีนั่นคือ Upside Down ของ Diana Ross ซึ่งเป็นเพลง Disco สุดคลาสสิก ทุกครั้งที่เปิดฟังจะทำให้คุณรู้สึก “Feeling Good” ได้เสมอ เพราะดนตรีในทุกท่อนทำให้เราสามารถโยกตามไปได้ ทางด้านเสียงของ Diana ก็เหมือนถูกสร้างให้มาร้องเพลงนี้โดยเฉพาะ ดังนั้นต้องยกความดีความชอบให้กับทาง Nile Rodgers และ Bernard Edwards ที่ทำเพลงออกมาได้อย่างกลมกล่อม หากใครอยากเปิดเพลง Disco ที่มีการแซมความเป็น Soul ที่ทั้งสนุกและคลาสซี่ บอกได้เลยครับว่าเพลงนี้ดีมากจริง ๆ ไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน
7. Call Me – Blondie

| แนวเพลง | Dance-rock, hard rock และ new wave |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Polydor, Chrysalis และ Salsoul |
| ผู้แต่งเพลง | Debbie Harry และ Giorgio Moroder |
| โปรดิวเซอร์ | Giorgio Moroder |
| เพลงในปี | 1980 |
Call Me คือเพลงประกอบภาพยนตร์ American Gigolo ซึ่งโปรดิวซ์โดย Giorgio Moroder ซึ่งในความเป็นจริงแล้วตอนแรกทาง Giogio ไม่ได้เป็นคนติดต่อให้วง Blondie ร้องเป็นคนแรกครับ เพราะตัวเลือกแรกคือ Stevie Nicks แต่เธอได้ปฎิเสธไปเนื่องจากสัญญาเกี่ยวกับค่ายเพลง ดังนั้นเขาจึงติดต่อวง Blondie ไปแทน ซึ่งต้องบอกว่าวงนี้เป็นช้อยส์ที่ถูกต้องมาก เพราะเสียงของนักร้องนำอย่าง Debbie เหมาะกับเพลงนี้มากสุด ๆ โดยเธอร้องเพลงนี้เพียงแค่ 5 – 6 รอบก็ผ่านการอัดเสียงไปได้อย่างลุล่วง ทั้งนี้ซิกเนอเจอร์ของเพลงนี้จะอยู่ตรงท่อนที่ร้องว่า “Call Me” ที่ตะโกนร้องตามสไตล์ขาร็อก หากใครได้ฟังคงต้องร้องตามกันอย่างสนุกสนาน หากใครที่อยากได้เพลงร็อกดี ๆ ในเพลย์สิสต์ ผมแนะนำเพลงนี้เลยครับ
8. Lady – Kenny Rogers

| แนวเพลง | Pop |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Liberty |
| ผู้แต่งเพลง | Lionel Richie |
| โปรดิวเซอร์ | Lionel Richie |
| เพลงในปี | 1980 |
เบื้องหลังที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้คือเพลงนี้ได้ถูกเขียนและโปรดิวซ์โดยนักร้องชื่อดังแห่งยุค 80 อย่าง Lionel แต่ถ้ามองอยากเจาะลึกคือ Kenny Rogers ถนัดสาย Country ในขณะที่ทาง Linel มาทางสาย R&B อยู่ตลอด ดังนั้นทั้งคู่จึงมาทางสายกลางด้วยการเจอกันที่สาย Pop และทางเดินของเพลงเขาก็มาถูกทางจริง ๆ เพราะเพลง Lady อยู่บนชาร์ตอันดับ 1 ได้นานกว่า 6 สัปดาห์ อีกทั้ง Billboard ยังยกให้เป็นเพลงยอดเยี่ยมอันดับ 1 ของปี 1980 อีกด้วย เนื่องจากยอดขายและเนื้อเพลงโรแมนติกที่จริงใจของผู้ชายที่มอบให้แก่คุณผู้หญิง ถ้าใครอยากสร้างบรรยากาศโรแมนติกกับแฟนของตัวเอง เพลงนี้คือตัวเลือกหนึ่งที่ใช่ครับ
9. Endless Love – Diana Ross and Lionel Richie

| แนวเพลง | R&B |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Motown |
| ผู้แต่งเพลง | Lionel Richie |
| โปรดิวเซอร์ | Lionel Richie |
| เพลงในปี | 1981 |
Endless Love ถือเป็นการร่วมงานครั้งใหญ่ของวงการเพลง เพราะทั้ง Lionel Richie และ Diana Ross ต่างก็เป็น King และ Queen R&B ทั้งคู่ เมื่อปล่อยออกมาแล้วเพลงนี้ก็เป็นกระแสขึ้นมาทันที เพราะดนตรีของเพลงมีความประณีตเรียกว่าทุกท่อนทุกจังหวะจะทำให้คุณอบอวลไปด้วยความรักตามแบบฉบับของ Lionel และเสริมความหวานจากเสียงหยดน้ำผึ้งของ Diana ทำให้เพลงนี้ละมุนและกลมกล่อมสุด ๆ จนประสบความสำเร็จทั้งทางด้านชาร์ตเพลง รวมไปถึงการเข้าชิงและชนะรางวัลใหญ่มากมาย ดังนั้นใครที่เป็นแฟนเพลงดนตรีแนวนี้จะต้องไปฟังกันครับ เพราะคุณจะได้รู้ว่า R&B แท้ ๆ เป็นอย่างไร
10. Ebony and Ivory – Paul McCartney with Stevie Wonder

| แนวเพลง | Pop, R&B และ Soft rock |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Parlophone/EMI และ Columbia |
| ผู้แต่งเพลง | Paul McCartney |
| โปรดิวเซอร์ | George Martin |
| เพลงในปี | 1982 |
เพลงสะท้อนสังคมอาจจะไม่ค่อยปังและประสบความสำเร็จบนชาร์ตเพลงสักเท่าไหร่นัก แต่เพลง ‘Ebony และ Ivory’ ฉีกกฎทุกอย่าง โดยเพลงนี้จะสื่อสารเกี่ยวกับความเท่าเทียมในสังคม ที่ไม่ว่าคุณจะเกิดมาในชนชั้นไหน สีผิวแบบใด ทุกคนต่างก็มีค่าเท่ากัน (เหมาะกับสถานการณ์ทั่วโลกในตอนนี้มาก) ซึ่งในตอนนั้นเพลงนี้ถือว่ากินใจกับคนฟังไปทั่วสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก ทั้งนี้ภายในดนตรียังมีการใส่ดีเทลในเรื่องของเปียโน ที่จะใช้คีย์ระหว่างโน้ตสีขาวและสีดำ รวมไปถึงนักร้องผิวขาวอย่าง Paul McCartney และนักร้องผิวสีชื่อดังอย่าง Stevie Wonder ทำให้เป็นการสื่อถึงความเท่าเทียมเกี่ยวสีผิวได้เป็นอย่างดี ในแง่ของดนตรีก็บอกว่าดีมาก เพราะเป็นการผสมผสานระหว่าง Rock, R&B และ Pop ได้แบบเพอร์เฟค
11. Every Breath You Take – The Police

| แนวเพลง | New wave และ soft rock |
|---|---|
| ค่ายเพลง | A&M |
| ผู้แต่งเพลง | Sting |
| โปรดิวเซอร์ | The Police และ Hugh Padgham |
| เพลงในปี | 1983 |
ถ้าหากมีคำถามว่าเพลงไหนที่ยังคงตราตึงใจอยู่จนถึงทุกวันนี้ ผมเชื่อว่าหนึ่งในคำตอบของวัยรุ่นยุคนั้นจะต้องเลือก ‘Every Breath You Take’ อย่างแน่นอน เพราะด้วยดนตรีที่เป็น Soft Rock ซึ่งเป็นร็อกนิ่ม ๆ ที่ยังคงความน่ารักเอาไว้ให้เหมาะกับเพลงรัก แต่ในขณะเดียวกันหากมองไปถึงเนื้อเพลงมันก็แฝงด้วยความเจ็บปวดที่ทุกความสัมพันธ์อาจจะต้องเคยเจอเกี่ยวกับความอกหัก อย่างท่อนที่ร้องว่า “I feel so cold and I long for your embrace I keep crying baby” หากใครที่กำลังพบเจอกับความรักที่ไม่สมหวัง คงจะต้องน้ำตาไหลพรากไปตาม ๆ กัน
12. Jump – Van Halen

| แนวเพลง | Synth-rock และ glam metal |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Warner Bros. |
| ผู้แต่งเพลง | Eddie Van Halen, Alex Van Halen, Michael Anthony และ David Lee Roth |
| โปรดิวเซอร์ | Ted Templeman |
| เพลงในปี | 1983 |
Jump เป็นเพลงของวงร็อกสัญชาติอเมริกันอย่าง Van Halen ที่ปล่อยออกมาเมื่อปี 1983 ซึ่งต้องบอกว่าในสายร็อกเพลงนี้คือผลงานระดับชึ้นครูที่เป็นแรงบันดาลในให้กับศิลปินรุ่นหลังอยู่หลายคน เพราะด้วยเนื้อเพลงที่เรียงร้อยอย่างดีเยี่ยม ส่วนดนตรีก็ไม่ต้องพูดถึงเพราะมันเป็นร็อกสุดคลาสสิก ที่ผมเชื่อว่าหลายคนอาจเคยฟังมาแล้วบ้างโดยไม่รู้ตัว เนื่องจากเพลงนี้ได้ถูกเปิดบ่อยครั้งในการแข่งขัน NBA เพราะท่อนที่ร้องว่า “Jump” เข้ากับกีฬาอย่างบาสเกตบอลได้ดี ใครที่อยากสร้างสีสันให้กับชีวิตต้องฟังเพลงนี้เลยครับ
13. That’s What Friends Are For – Dionne Warwick

| แนวเพลง | Soul, pop, soft rock และ adult contemporary |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Arista |
| ผู้แต่งเพลง | Burt Bacharach และ Carole Bayer Sager |
| โปรดิวเซอร์ | Burt Bacharach และ Carole Bayer Sager |
| เพลงในปี | 1985 |
อีกหนึ่งผลงานอันยอดเยี่ยมซึ่งเป็นการร่วมตัวกันของศิลปินดังกว่า 4 ชีวิตไม่ว่าจะเป็น Dionne Warwick, Gladys Knight, Elton John และ Stevie Wonder ซึ่งแต่ละคนก็จะถนัดในสายเพลงที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น Soul, Rock หรือ Pop ทำให้เพลงนี้เหมือนเป็นการรวมตัวอันพิเศษของแต่ละสายเข้าได้กัน ทั้งนี้เพลงนี้ได้ทำขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ในการช่วยองค์กรวิจัยโรคเอดส์ ซึ่งในตอนนั้นเพลง That’s What Friends Are For สามารถทำเงินบริจาคได้มากกว่า 3 ล้านดอลล่าร์ แน่นอนว่าในชาร์ต Billboard Hot 100 เพลงนี้สามารถขึ้นไปผงาดได้ในอันดับ 1 ได้แบบไม่ยากเย็น
14. Faith – George Michael

| แนวเพลง | Pop และ rock and roll |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Columbia |
| ผู้แต่งเพลง | George Michael |
| โปรดิวเซอร์ | George Michael |
| เพลงในปี | 1987 |
George Michael ถือเป็นนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์สุดอัจฉริยะในวงการเพลง เพราะเขาเขียนงานเพลงให้กับศิลปินระดับโลกมานักต่อนักแล้ว ในขณะเดียวกันเพลงของเขาเองก็สุดยอดไม่แพ้กัน ถ้าให้ยกตัวอย่างสักผลงานก็คงจะต้องเป็น ‘Faith’ เพราะเพลงนี้มีความ Rock and Roll ที่ในทุกท่อนและทุกจังหวะสนุกมาก ความพิเศษอีกอย่างที่ผมสังเกตคือเพลงนี้ค่อนข้างโมเดิร์นมากถึงแม้จะปล่อยออกมาในยุค 80’s แม้จะเปิดในยุค 2021 แต่บอกได้เลยว่ามันดูไม่เก่าเลยแม้แต่น้อย จะบอกว่าเป็นร็อกแอนด์โรลสุดคลาสสิกแห่งทศวรรษเลยก็ได้ครับ
15. Like a Prayer – Madonna

| แนวเพลง | Pop rock |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Sire และ Warner Bros. |
| ผู้แต่งเพลง | Madonna และ Patrick Leonard |
| โปรดิวเซอร์ | Madonna และ Patrick Leonard |
| เพลงในปี | 1989 |
‘Like a Prayer’ เป็นเพลงระดับตำนานที่ขึ้นหิ้งของ Madonna ซึ่งแน่นอนว่าแนวเพลงคงหนีไม่พ้นออกไปจาก Pop เพราะมาดอนน่าคือควีนแห่งวงการเพลงป็อปอยู่แล้ว โดยเนื้อเพลงทั้งหมดถูกถ่ายทอดมาจากความรู้สึกของเธอจากหนังสือไดอารี่ของตัวเองเกี่ยวกับชีวิตอันซับซ้อน แต่เพิ่มความสนุกตามสไตล์ Pop Rock ดังนั้นเพลงจึงดูมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น ทั้งนี้คุณภาพของเพลงก็ดีชนิดที่ทาง Rolling Stone ได้นำเพลงนี้บรรจุในลิสต์เพลงยอดเยี่ยมตลอดกาล และต้องบอกว่ามาดอนน่าคือศิลปินหญิงแนวป็อป ที่ดึงสายเพลงนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง หากใครอยากฟังป็อปคุณภาพจริง ๆ ต้องลองไปฟังเพลงนี้สักครั้งในชีวิต
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเพลย์ลิสต์สุดฮิตในยุค 80’s ที่ผมได้แนะนำไป ผมหวังว่าทุกคนจะถูกใจและได้เพลงสุดโปรดไปเปิดฟังกันนะครับ แต่ก่อนจะจากกันไป ผมอยากจะแนะนำศิลปินสุดฮ็อตของยุคปัจจุบันฝากกันไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น Beyoncé, Lady Gaga, Maroon 5, Ariana Grande, Taylor Swift, Justin Bieber และ Bruno Mars หากใครสนใจก็สามารถเข้าไปอ่านประวัติและเพลงเพราะ ๆ ของพวกเขาได้ครับ