ในยุคนี้ถ้าหากพูดถึงนักร้องสาย R&B แน่นอนว่าทางฝั่งของศิลปินหญิงคงหนีไม่พ้น Ariana Grande หรือ SZA ที่กำลังมาแรงมาก ๆ ในขณะเดียวกันทางฝากฝั่งของผู้ชายก็คงจะต้องเป็น Bruno Mars และที่ไม่มีใครไม่รู้จักคือ ‘The Weeknd’ ศิลปินที่สร้างประวัติศาสตร์ในวงการเพลงไว้เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการที่ซิงเกิ้ล ‘Blinding Lights’ สามารถค้างอยู่บนชาร์ตได้นานถึง 88 สัปดาห์ หรือปีกว่า ๆ ซึ่งสถิตินี้ไม่ใช่ใครก็สามารถจะทำได้ อีกทั้งงานเพลงของเขาก็ได้เขาชิงรายการใหญ่ระดับโลกมาแล้วทุกรายการ อย่างเช่น Oscar หรือ Grammy Awards
อย่างไรก็ตาม เส้นทางการมาเป็นศิลปินดังในทุกวันนี้ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ดังนั้นเพื่อให้ทุกคนรู้จัก ‘The Weeknd’ มากขึ้น วันนี้ เบสท์รีวิว เอเชีย จึงอยากเขียนให้ทุกคนได้อ่าน ‘ประวัติและผลงานเพลง The Weeknd’ เพื่อให้ทุกคนรู้จักเขามากขึ้น
ประวัติของ The Weeknd (เดอะวีกเอนด์)
The Weeknd หรือชื่อในชีวิตจริงคือ ‘Abel Makkonen Tesfaye’ เกิดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ปี 1990 ในรัฐเมืองโทรอนโท ประเทศแคนาดา โดยครอบครัวของอเบลได้อพยพมาจากเอธิโอเปียเพื่อมาก่อร่างสร้างตัวในแคนาดา ชีวิตครอบครัวของอเบลอาจไม่สมบูรณ์ตามมาตรฐานของคนทั่วไป เนื่องจากคุณพ่อและคุณแม่ของเขาเลิกกัน แต่คุณยายและคุณแม่ของอเบลก็ให้ความรักความอบอุ่นได้ดีมาก อีกทั้งตัวเขาก็มีโอกาสเจอคุณพ่อสองครั้งในวัย 6 ขวบ และช่วง 11 – 12 ขวบ ถึงแม้ว่าคุณพ่อจะมีครอบครัวใหม่ แต่คุณพ่อก็สุภาพอ่อนโยนต่ออเบลทุกครั้งที่ได้เจอกัน ดังนั้นชีวิตในวัยเด็กของเขาจึงไม่ได้รู้สึกขาดความอบอุ่นเลย
ในช่วงวัยเด็กอเบลเติบโตและเข้าเรียนหนังสือเหมือนกับเด็กคนอื่น ๆ แต่เมื่อย่างก้าวเข้าสู่ช่วงอายุ 17 ปี เขาได้ตัดสินใจดร็อปการเรียนทั้งหมดเพื่อตามหาฝันของตัวเอง เขาตัดสินเช่าอพาร์ทเมนต์ร่วมกับเพื่อนอีก 2 คน ซึ่งเส้นทางเดินก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่คิด เพราะในช่วงเวลานั้นเขาลำบากมากถึงกับเคยเป็นโฮมเลส (Homeless) หรือคนไร้บ้าน แต่ประสบการณ์ในครั้งนั้นทำให้เขาโฟกัสกับชีวิตของตัวเองมากขึ้น ตั้งมั่นว่าจะต้องประสบความสำเร็จให้ได้

ปกติแล้วอเบลเป็นคนที่ชื่นชอบในการเขียนเพลงมาก ๆ และในช่วงปี 2009 เขาก็เริ่มปล่อยผลงานเพลงของตัวเองลงใน Youtube ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้เกิดไฟที่ปลายอุโมงค์ เพราะงานเพลงของเขาไปเข้าตา Jeremy Rose โปรดิวเซอร์ที่กำลังทำโปรเจคเพลง R&B ดาร์ก ๆ ในช่วงนั้น และแน่นอนว่าเพลงแนวนี้เป็นงานถนัดของอเบลอยู่แล้ว หลังจากอัดเพลงเสร็จทาง Jeremy ก็ทำการอัพโหลดและเริ่มเผยแพร่งานเพลงดังกล่าว จากนั้นก็มีนักวิจารณ์เพลงชื่อดังอย่าง Pitchfork เริ่มให้ความสนใจ โดยเส้นทางนี้ก็อาจจะยังไม่ใช่เส้นทางเดินสู่ความดังอย่างแท้จริง แต่ก็ถือเป็นการเปิดประตูแรกสู่การเป็นศิลปิน
จนมาถึงในปี 2011 อเบลก็ได้มีโอกาสเข้าไปคุยกับค่ายดังอย่าง XO และปล่อยมิกซ์เทปออกมา ถึงแม้ว่าในแง่ของชาร์ตเพลงอาจจะยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่อเบลก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นและได้เข้าชิงรางวัลต่าง ๆ อีกทั้งในช่วงปี 2012 – 2014 ทางอเบลก็ขึ้นเวทีในงานยักษ์ใหญ่ เช่น Coachella และแสดงเปิดคอนเสิร์ตให้กับทาง Justin Timberlake ซึ่งงานคอนเสิร์ตแต่ละงานเป็นการพิสูจน์ความสามารถของอเบลมาก ๆ ว่าศิลปินในวงการเพลงให้การยอมรับความสามารถของเขา
แต่ช่วงที่ทำให้เขาเริ่มดังจริง ๆ คือการร่วมงานกับ Ariana Grande ในเพลง ‘Love Me Harder’ เพราะตัวเพลงสามารถขึ้นไปแตะได้ถึงอันดับ 7 ใน Billboard Hot 100 จากนั้นในปี 2015 อเบลก็ได้ทำเพลง ‘Earned It’ ให้กับภาพยนตร์ดังอย่าง Fifty Shades of Grey ทำให้เขามีเพลงอันดับ Top 3 ในชาร์ตและเข้าชิง Oscar รวมไปถึง Grammy Awards หลังจากนั้นไม่ว่าจะอเบลจะปล่อยเพลงอะไรก็ต้องเป็นกระแสอยู่เสมอ จนตอนนี้หลายคนยกให้เขาเป็นศิลปินแนวหน้าระดับโลกและเป็นว่าที่ King Of R&B อีกด้วย
ผลงานเพลง ของ The Weeknd (เดอะวีกเอนด์)
1. Die For You With Ariana Grande
| แนวเพลง | R&B |
| ค่ายเพลง | XO และ Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Abel Tesfaye, Martin McKinney, Mejdi Rhars, Dylan Wiggins, MagnusHøiberg, William Thomas Walsh, Henry Walter และ Ariana Grande |
| โปรดิวเซอร์ | Doc McKinney, Cirkut, The Weeknd, Cashmere Cat, Prince 85 และ Ariana Grande |
| เพลงในปี | 2023 |
The Weeknd และ Ariana Grande เรียกว่าเป็นศิลปินคู่บุญของวงการเพลงก็ว่าได้ครับ เพราะไม่ว่าจะปล่อยเพลงอะไรออกมาก็จะต้องดังและเป็นกระแสอยู่เสมอ โดยล่าสุดทั้งคู่ก็ได้ปล่อยซิงเกิ้ลใหม่ออกมานั่นคือ ‘Die For You’ ซึ่งจริง ๆ แล้วเพลงนี้ปล่อยออกมาตั้งแต่ในปี 2017 แต่ในเวอร์ชันนี้เป็นการรีมิกซ์เพิ่มให้ความกลมกล่อมให้เพลงด้วยการลงเสียงหวาน ๆ ของ Ariana เข้าไป ซึ่งเสียงของทั้งคู่เข้ากันดีมากจนทำให้เพลงน่าฟังยิ่งขึ้น ถึงแม้เทคนิคการร้องภายในเพลงจะเยอะตามสไตล์ของนักร้อง R&B แต่เมื่อฟังแล้วถือว่าทำออกมาเพอร์เฟคมาก เด่นสูสีกันทั้งสองคนเป็นการ Duet ที่ลงตัว และแน่นอนว่าเปิดตัวด้วยอันดับ 1 อย่างสวยงามบนชาร์ต Billboard Hot 100
2. The Hills
| แนวเพลง | Alternative R&B, trap, industrial และ electronic |
| ค่ายเพลง | XO และ Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Abel Tesfaye, Emmanuel Nickerson, Carlo Montagnese และ Ahmad Balshe |
| โปรดิวเซอร์ | Illangelo และ Mano |
| เพลงในปี | 2015 |
ความโดดเด่นของเพลงจะอยู่ที่ดนตรี เป็นการผสมผสานระหว่าง Electronic และ Trap เมื่อฟังแล้วจะให้ความรู้สึกเหมือนกับหนัง Horror ที่ให้ความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันเสียงของอเบลก็มีความเซกซี่แมตช์เข้ากับบีทหนัก ๆ ของดนตรีสุด ๆ ฟังกี่ครั้งก็ไม่รู้สึกเบื่อ ยิ่งถ้าใส่หูฟังแล้วละก็บอกเลยว่าต้องมีขนลุกและอินกับดนตรีอย่างแน่นอน ผมยกให้เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลง Master piece ของ The Weeknd เลยครับ
3. Blinding Lights
| แนวเพลง | Synth-pop, new wave, synthwave และ electropop |
| ค่ายเพลง | XO และ Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Abel Tesfaye, Ahmad Balshe, Jason Quenneville, Max Martin และ Oscar Holter |
| โปรดิวเซอร์ | Max Martin, Oscar Holter และ The Weeknd |
| เพลงในปี | 2019 |
‘Blinding Lights’ เป็นเพลงระดับตำนานของทาง The Weeknd เลยก็ว่าได้เนื่องจากตัวเพลงค้างอยู่บนชาร์ตได้นานถึง 90 สัปดาห์ และทาง Billboard เองก็ได้จัดให้เพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดใน Top 100 โดยเพลงนี้จะมาในแนวของ Synth-pop หรือดนตรีป๊อปสังเคราะห์ แม้ว่าตัวเพลงจะตื้ด ๆ สักหน่อยแต่เนื้อหาเพลงมีความโรแมนติกอยู่พอสมควร สามารถเปิดในงานปาร์ตี้หรือเปิดตอนอยู่กันแฟนก็ดีมาก สร้างบรรยากาศได้ดีมาก
4. Can’t Feel My Face
| แนวเพลง | Pop, disco และ funk |
| ค่ายเพลง | XO และ Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Ali Payami, Savan Kotecha, Max Martin, Abel Tesfaye และ Peter Svensson |
| โปรดิวเซอร์ | Max Martin และ Ali Payami |
| เพลงในปี | 2015 |
ใครชอบเพลงแนว Disco จังหวะชวนเต้นผมอยากแนะนำ ‘Can’t Feel My Face’ ครับ ให้อารมณ์เหมือนกลับไปในช่วงยุค 80 อีกครั้ง ฟังแล้วหน้าของไมเคิล แจ็กสันลอยมาเลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันโปรดิวเซอร์อย่าง Max Martin ก็ไม่พลาดที่จะแซมความเป็น Pop ใส่เข้าไปทำให้เพลงมีทั้งความ Modern และ Timeless อยู่ในตัว แม้ว่าจะฟังในยุคไหนก็รู้สึกไม่น่าเบื่อหรือโบราณ
5. Save Your Tears
| แนวเพลง | Synth-pop และ synthwave |
| ค่ายเพลง | XO และ Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Abel Tesfaye, Ahmad Balshe, Jason Quenneville, Max Martin, Oscar Holter และ Ariana Grande |
| โปรดิวเซอร์ | Max Martin, Oscar Holter, The Weeknd และ Ariana Grande |
| เพลงในปี | 2020 |
‘Save Your Tears’ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ทาง The Weeknd ดึง Ariana Grande มาร่วมงาน แล้วทำให้เพลงกลมกล่อมยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจริง ๆ แล้ว Original ของเพลงนี้ทำออกมาได้ดีอยู่แล้ว แต่การใส่เสียง Ariana เข้าไปทำให้การ harmonize หรือร้องประสานเสียง ซึ่งตรงนี้ทำให้เพลงมีความหวานน่าฟังยิ่งขึ้น ส่วนในด้านของเนื้อหาเพลงจริง ๆ แล้วเพลงนี้ค่อนข้างเศร้าอยู่พอสมควร ดังนั้นใครที่เพิ่งอกหักกับความรักอาจจะต้องเตรียมทิชชู่มาซับน้ำตากันสักหน่อย
6. Starboy
| แนวเพลง | R&B และ electropop |
| ค่ายเพลง | XO และ Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Abel Tesfaye, Guy-Manuel de Homem-Christo, Thomas Bangalter,Martin McKinney, Henry Walter และ Jason Quenneville |
| โปรดิวเซอร์ | Daft Punk, Don McKinney, Cirkut และ The Weeknd |
| เพลงในปี | 2016 |
Starboy ได้เชิญทาง Draft Punk เข้ามาช่วยในเรื่องของดนตรี ดังนั้นจะสังเกตได้ว่ามีจะเป็นซาวน์สังเคราะอย่าง Electropop ซึ่งตรงนี้ทำให้ดนตรีดูมีความหรูหรา(ลัคชูรี่) เข้ากับคอนเซ็ปต์ของตัวเพลงที่พูดถึงเรื่องไลฟ์สไตล์เซเลบริตี้และความร่ำรวย หากใครอยากฟังเพลงที่ Inspire หรือหาแรงบันดาลใจในการหาเงินแนะนำให้ลองฟังเพลงนี้กันครับ ส่วนใครที่อยากได้เพลงสำหรับงานปาร์ตี้สังสรรค์กับเพื่อน ๆ เพลงนี้ก็ตอบโจทย์เหมือนกันครับ
7. Heartless
| แนวเพลง | R&B และ trap |
| ค่ายเพลง | XO และ Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Abel Tesfaye, Leland Wayne, Carlo Montagnese และ Andre Proctor |
| โปรดิวเซอร์ | Metro Boomin, The Weeknd, Illangelo และ Dre Moon (co.) |
| เพลงในปี | 2019 |
Heartless เป็นเพลงที่ขึ้นชื่อว่าบีทและดนตรีเพราะมากเป็นอันดับต้น ๆ ของวงการเพลงเลยทีเดียว อีกทั้งเสียงเอกลักษณ์ของอเบลที่ร้องในสไตล์ R&B ก็เบลนเข้าไปกับดนตรีได้แบบเนียนกริ๊บและแมตช์กันมาก ๆ ส่วนตัวผมเองยกให้เป็นเพลงเพราะระดับ Top 5 ของอเบลตั้งแต่อยู่ในวงการเพลงมาเลยครับ ทั้งนี้จังหวะของเพลงที่มีความเป็น Trap เข้าไปแซมไว้ในเพลงก็ช่วยเพิ่มความสนุก ฟังแล้วต้องลุกขึ้นมาเต้นกันไม่มากก็น้อย
8. Earned It (Fifty Shades Of Grey)
| แนวเพลง | Chamber pop และ R&B |
| ค่ายเพลง | Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Abel Tesfaye, Stephan Moccio, Jason Quenneville และ Ahmad Balshe |
| โปรดิวเซอร์ | Stephan Moccio และ Jason Quenneville |
| เพลงในปี | 2014 |
Earned It อาจไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยการขึ้นเป็นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลง แต่ในแง่ของคุณภาพเพลงต้องบอกว่าทางอเบลทำออกมาได้ดีมาก ดนตรีจะเป็น Chamber Pop คือดนตรีที่มีความเป็นป๊อปแต่ให้กลิ่นความของดนตรีสายร็อกอยู่เบา ๆ ดนตรีให้ฟิลลิ่งเหมือนกับอยู่ในยุค 60 และมีความเซกซี่ตามคอนเซปต์ของภรพยนตร์ (เป็นเพลงประกอบหนัง) นอกจากนี้เพลงยังได้รับรางวัล Grammy Awards ในสาขา R&B รวมไปถึงเข้าชิงรางวัลใหญ่อย่าง Oscar อีกด้วย ในแง่ของคุณภาพเพลง ต้องยอมรับว่าเพลงนี้ทำออกมาได้ลงตัวและเพอร์เฟคเลยทีเดียวครับ