แฟนเพลงหลายคนอาจจะคุ้นชินกับการฟังนักร้องเดี่ยวกันซะเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งโดยเฉพาะวงการเพลงในสหรัฐอเมริกาแล้วนั้น นักร้องเดี่ยวถือว่าเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จได้มากกว่ากลุ่ม ซึ่งเมื่อพูดถึงศิลปินนักร้องในอเมริกาแล้ว หลายคนอาจนึกถึง จัสติน บีเบอร์, อารีอานา กรานเด, เทย์เลอร์ สวิฟต์, บียอนเซ่, มารายห์ แครี หรือ คริสตินา อากีเลรา กันใช่ไหมครับ แต่เมื่อพูดถึงศิลปินที่เป็นวงหลายคนอาจจะใช้เวลาคิดกันสักเล็กน้อยว่ามีวงไหนบ้างที่มีชื่อเสียงและโด่งดังในสหรัฐ
ซึ่งแน่นอนว่าหวยหรือรายชื่อแรก ๆ จะต้องไปลงที่ “Maroon 5“ อย่างแน่นอน เพราะวงนี้ถือเป็นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่ในประเทศเท่านั้น แต่เรียกได้ว่าดังไปทั่วโลก ทั้งนี้คนไทยเองก็เป็นแฟนคลับวงนี้กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ผ่านมาทางวงก็เคยจัดคอนเสิร์ตที่กรุงเทพอยู่หลายรอบด้วย โดยวง Maroon 5 มีเพลงฮิตติดหูอยู่หลายเพลง ดังนั้นวันนี้เราจึงได้รวบรวมผลงานน่าสนใจของวงและประวัติความเป็นมาว่าอะไรถึงทำให้วงสามารถยืนอยู่ในวงการได้จนถึงทุกวันนี้
ประวัติของ Maroon 5
จุดเริ่มต้นของวง Maroon 5 เกิดขึ้นในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า “เบรนต์วูด” ในเมืองลอสแอนเจลิส ซึ่งในตอนแรกสมาชิกมีเพียงแค่ 4 คนเท่านั่นคือ แอดัม เลอวีน, มิกกี แมดเดน, ไรอัน ดูซิก และเจสซี คาร์ไมเคิล โดยทั้ง 4 คนในเวลานั้นมีอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น ทั้งนี้เริ่มแรกเดิมทีวงนั้นได้ถูกตั้งชื่อว่า “Kara’s Flowers” ซึ่งเป็นการตั้งโดยสาว ๆ ภายในโรงเรียนที่ชื่นชอบวงนี้
หลังจากนั้นไม่นานนักด้วยความที่วงของพวกเขามีความสามารถมาก จึงได้ถูกรับเชิญไปเล่นในงานปาร์ตี้หลากหลายแห่ง แน่นอนว่าคนเก่งและมีพรสวรรค์ย่อมเป็นเหมือนประตูเปิดทางให้พวกเขาประสบความสำเร็จ โดยมีอยู่งานหนึ่งในมาลิบู ที่พวกเขาได้ถูกรับเชิญให้ไปเล่น ซึ่งในระหว่างที่พวกเขาโชว์อยู่ก็ไปเข้าตากับ ทอมมี อัลเลน จากนั้นเขาจึงได้ชวนทางวงเข้าวงการเพลงและพาไปรู้จักโปรดิวเซอร์ จนในที่สุดก็ได้เซ็นสัญญากับค่ายเพลง Reprise Records แต่แน่นอนว่าก่อนที่จะดังทางวงก็ต้องเจอเส้นหนามขวางกั้น ซึ่งเป็นแพทเทิร์นชีวิตของศิลปินหลายคนที่ต้องพบเจอกัน เพราะยอดขายของอัลบั้มในตอนนั้นสามารถขายได้เพียง 5,000 ก็อปปี้เท่านั้น
อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าวงจะดูกระท่อนกระแท่นไปเรื่อย ๆ แต่ทุกคนก็ยังคงไม่หยุดความฝันที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย โดยทุกคนในวงต่างเปลี่ยนแนวเปลี่ยนสไตล์เพื่อปรับดนตรีให้เหมาะกับวงและเข้าถึงคนฟังได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ในวงการอีกหลายคน ซึ่งหนึ่งในคนที่มองออกว่าทางวงขาดจิ๊กซอว์สำคัญนั่นคือ “Berkman” ที่คิดว่าจะต้องเพิ่มสมาชิก หลังจากนั้นทางวงก็ได้รับสมาชิกใหม่เข้ามานั่นคือ เจมส์ วาเลนไทน์
เมื่อวงได้สมาชิกที่มีความสามารถมาเพิ่มจึงทำให้วงดูมีความลงตัวมากกว่าเดิม และความฝันก็เป็นจริงเมื่อผู้คนในสหรัฐเปิดอัลบั้มของพวกเขาไปทั่วประเทศ จนประสบความสำเร็จและชนะรางวัลศิลปินยอดเยี่ยมในปี 2005 และโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้
1. Girls Like You ft. Cardi B

| แนวเพลง | Pop และ pop rock |
| ค่ายเพลง | 222 และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Adam Levine, Henry Walter, Belcalis Almanzar, Brittany Talia Hazzard, Jason Evigan และ Gian Stone |
| โปรดิวเซอร์ | Cirkut และ Jason Evigan |
| เพลงในปี | 2018 |
การร่วมงานกันระหว่างวง Maroon 5 และแรปเปอร์ดาวรุ่งชื่อดังอย่าง Cardi B ในปี 2018 ถือเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและเป็นกระแสมากในช่วงนั้น โดยเพลง Girls Like You เป็นเสมือนเพลงที่ Empower Women ซึ่งอดัมต้องการจะสื่อและให้เกียรติภรรยาของเขา ทั้งนี้ดนตรีจะออกไปทาง Pop ที่ฟังสบายหูและเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งการใส่ท่อนแรปของคาร์ดี้ลงไปก็ทำให้เพลงดูมีรสชาติความแซ่บที่เพิ่มเติมเข้ามา เมื่อผสมรวมเข้ากันแล้วกลายเป็นเพลงหนึ่งที่กลมกล่อมมาก ๆ โดยมีนักวิจารณ์หลายคนต่างบอกกันว่าท่อนของคาร์ดี้ยกระดับเพลงให้น่าสนใจขึ้นกว่าเดิมมาก ซึ่งถือว่าอดัมทำการบ้านและมีไอเดียที่ดีในการดึงคาร์ดี้เข้ามาร่วมงาน ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเพลงนี้ถึงสามารถไต่อันดับขึ้นมาถึงที่ 1 และเข้าชิงรางวัลใหญ่อย่าง Grammy Awards ได้
2. Moves Like Jagger ft. Christina Aguilera

| แนวเพลง | Disco และ electropop |
| ค่ายเพลง | A&M Octone |
| ผู้แต่งเพลง | Adam Levine, Benny Blanco, Ammar Malik และ Shellback |
| โปรดิวเซอร์ | Shellback และ Benny Blanco |
| เพลงในปี | 2011 |
การได้ร่วมงานกับดีว่าเสียงทรงพลังอย่างคริสติน่าอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครก็สามารถร่วมงานได้ แต่วงในระดับ Maroon 5 ไม่มีอะไรที่พวกเขาทำไม่ได้ อีกทั้งอดัมและคริสติน่าก็เคยได้ร่วมงานกันใน The Voice สหรัฐอเมริกา ดังนั้นการดีลงานจึงไม่ใช่เรื่องยาก แน่นอนว่าการร่วมงานในครั้งนี้ถือเป็นกระแสมากเลยทีเดียว เพราะแนวดนตรีทำให้เหมือนเราหลงเข้าไปในยุคคลาสสิกช่วง 70’s เพราะเพลงเป็นแนว Disco ผสมกับ Electropop สมัยใหม่ ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ลงตัวมาก ๆ ยิ่งการได้เสียงคริสติน่าเข้ามาในเพลง ยิ่งทำให้เพลงนี้คลาสสิกเหนือกาลเวลา เปิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกเบื่อ เผลอ ๆ จะลุกขึ้นมาเต้นไปตามเพลงโดยไม่รู้ตัว
3. One More Night

| แนวเพลง | Pop |
| ค่ายเพลง | A&M Octone |
| ผู้แต่งเพลง | Adam Levine, Shellback, Max Martin และ Savan Kotecha |
| โปรดิวเซอร์ | Shellback และ Max Martin |
| เพลงในปี | 2012 |
One More Night ถูกเขียนโดยนักแต่งเพลงมือทองอย่าง Max Martin, Shellback, Savan Kotecha และ Adam Levine ซึ่งโดดเด่นในสาขาเพลง Pop อยู่แล้ว ดังนั้นใครอยากฟังดนตรีป๊อปเพราะ ๆ และมีไอเดียที่ทำเพลงอย่างปราณีตทุกโน้ต ผสมความเป็นเรกเก้สนุก ๆ เพลงนี้ถือเป็นหนึ่งเพลงที่ควรฟังเป็นอย่างยิ่งครับ นอกจากนี้ในแง่ของนักวิจารณ์เพลงยังลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่าเพลงนี้คือหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดของ Maroon 5 ทั้งด้วยดนตรีที่ดีและเสียงของ Adam ที่โชว์ให้เห็นว่าเขาคือนักร้องชายที่เสียงดีอีกคนในวงการเพลงปัจจุบัน
4. Makes Me Wonder

| แนวเพลง | Alternative dance |
| ค่ายเพลง | A&M Octone |
| ผู้แต่งเพลง | Adam Levine, Jesse Carmichael และ Mickey Madden |
| โปรดิวเซอร์ | Mark Endert และ Maroon 5 |
| เพลงในปี | 2007 |
Makes Me Wonder เป็นหนึ่งในเพลงที่อยู่ในอัลบั้มของ Maroon 5 ที่ชื่อว่า “It Won’t Be Soon Before Long” โดยเพลงนี้ถือเป็นเพลงที่สร้างเครดิตให้กับวงได้เป็นอย่างดี เพราะหลังจากปล่อยออกมาเพลงนี้สามารถกระโดดขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ต Billboard Hot 100 ซึ่งเป็นชาร์ตที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในอเมริกาและของโลกก็ว่าได้ ไม่ใช่ชาร์ตที่สามารถขึ้นกันได้ง่าย ๆ ทั้งนี้แนวเพลงของ Makes Me Wonder เป็น Alternative dance ก็เป็นจังหวะแดนซ์สนุก เหมาะกับการเปิดผ่อนคลายในช่วงวันหยุดเป็นอย่างมาก หากใครกำลังหาเพลงไปเปิดในงานปาร์ตี้ เพลงนี้คือหนึ่งในเพลงที่ควรอยู่ในลิสต์
5. Sugar

| แนวเพลง | Disco, funk-pop และ soul |
| ค่ายเพลง | 222 และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Mike Posner, Adam Levine, Joshua Coleman, Lukasz Gottwald, Jacob Kasher Hindlin และ Henry Walter |
| โปรดิวเซอร์ | Ammo และ Cirkut |
| เพลงในปี | 2015 |
Sugar น่าจะเป็นเพลงที่ทำให้หลายคนรู้จัก Maroon 5 เยอะขึ้น เพราะเพลงนี้ได้เลือกใช้เปิดในงานแต่งงานทั่วโลก อีกทั้งยังมีการจัดอันดับหลายเว็บไซต์ว่าเพลงนี้เป็นหนึ่งในเพลงที่โรแมนติกซ์ที่สุดตลอดกาลอีกด้วย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมเพลงนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ประสบความสำเร็จมาก นอกจากนี้แนวดนตรีที่เป็น Disco ชวนเต้น ผนวกรวมเข้ากับความเป็น Funk-pop และ Soul ก็เบลนเข้ากันได้อย่างลงตัวแบบไม่น่าเชื่อ ซึ่งใครที่กำลังหาเพลงสนุก ๆ เนื้อหาโรแมนติกเปิดฟังคู่กับแฟน เพลงนี้ถือว่าตอบโจทย์คุณมากเลยครับ
6. Memories

| แนวเพลง | Soft rock |
| ค่ายเพลง | 222 และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Adam Levine, Michael Pollack, Jacob Kasher Hindlin, Jonathan Bellion, Vincent Ford, Stefan Johnson และ Jordan Johnson |
| โปรดิวเซอร์ | Adam Levine และ The Monsters and the Strangerz |
| เพลงในปี | 2019 |
Memories เป็นเพลงซึ่งได้แซมเปิ้ล Pachelbel’s Canon ซึ่งเป็นที่รู้จักกันมากในเยอรมัน โดยเพลงนี้ถือเป็นหนึ่งเพลงที่ทัชจนคนฟังเป็นอย่างมาก เนื่องจากเนื้อหานั้นเกี่ยวกับความทรงจำดี ๆ ในอดีตกับคนที่รัก ซึ่งก็สูญเสียเขาไปโดยไม่มีวันหวนกลับ แน่นอนว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ทุกคนจะต้องพบเจอไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทั้งนี้การได้โปรดิวเซอร์และทีมแต่งเพลงดี ก็ยิ่งทำให้เพลงนี้ลงตัวเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าเพลงนี้สามารถไต่อันดับได้ดีบนชาร์ตเพลง เพราะสามารถไต่ได้ถึงอันดับ 2 บน Billboard Hot 100
7. Payphone ft. Wiz Khalifa

| แนวเพลง | Pop และ R&B |
| ค่ายเพลง | A&M Octone |
| ผู้แต่งเพลง | Adam Levine, Benjamin Levin, Ammar Malik, Dan Omelio, Shellback และ Cameron Thomaz |
| โปรดิวเซอร์ | Benny Blanco, Shellback และ Robopop |
| เพลงในปี | 2012 |
ยอดขาย 493,000 ก็อปปี้ในสัปดาห์แรกทำให้เพลง Payphone ของ Maroon 5 กลายเป็นเพลงวงที่มียอดขายมากที่สุด โดยเพลงนี้เป็นแนว Pop ที่ผสมผสานกับ R&B ดังนั้นการฟังเพลงนี้จะได้จังหวะที่สนุกสนานและเทคนิคการร้องที่ดี นอกจากนี้การมี Wiz Khalifa เข้ามาในเพลงก็ทำให้เพลงมีรสชาติของความเป็น Hip-hop เพื่มความสนุกให้เพลงได้เป็นอย่างมาก หากใครกำลังหาเพลงฟังชิล ๆ ในช่วงวันหยุด เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด เพลงนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงที่น่าสนใจครับ
8. Animals

| แนวเพลง | Dance-pop |
| ค่ายเพลง | 222 และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Adam Levine, Shellback และ Benjamin Levin |
| โปรดิวเซอร์ | Shellback |
| เพลงในปี | 2014 |
ถ้าพูดถึงเพลงคุณภาพของวง Maroon 5 คงต้องยกให้กับเพลง Animal เพราะสื่อวิจารณ์เพลงชื่อดังอย่าง Rolling Stone ให้จัดอันดับให้เพลงนี้อยู่ในอันดับ 32 ใน 50 เพลงในปี 2014 ซึ่งเป็นการการันตีได้อย่างดีว่าเพลงนี้คือเพลงคุณภาพ ทั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับทีมผู้แต่งเพลงจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Shellback ที่ถือเป็นนักแต่งเพลงคู่บุญของ Maroon 5 ในหลาย ๆ เพลง รวมไปถึง Benjamin และ Adam นักร้องนำที่ช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมากลมกล่อม
9. She Will Be Loved

| แนวเพลง | Pop rock, soft rock และ alternative rock |
| ค่ายเพลง | Octone และ J |
| ผู้แต่งเพลง | Adam Levine และ James Valentine |
| โปรดิวเซอร์ | Matt Wallace |
| เพลงในปี | 2004 |
She Will Be Loved เป็นเพลงที่สามารถขึ้นชาร์ตได้ทั้งในประเทศอังกฤษและอเมริกา โดยในประเทศเกาะผู้ดีสามารถพีคขึ้นไปได้สูงสุดในอันดับที่ 4 และ ชาร์ตอเมริกานั้นอยู่ในอันดับที่ 5 ทั้งนี้เพลงยังเคยได้เข้าชิงรางวัลใหญ่อย่าง Grammy Awards ในสาขา Best Pop Performance by a Duo or Group with Vocals อีกด้วย อีกทั้งเพลงที่เป็นแนว Soft Rock ก็เป็นเพลงแนว Easy Lestening สามารถนอนฟังสบาย ฟังได้ทุกวันก็ไม่เบื่อ
10. Don’t Wanna Know ft. Kendrick Lamar

| แนวเพลง | Tropical house และ tropical pop |
| ค่ายเพลง | 222 และ Interscope |
| ผู้แต่งเพลง | Kendrick Duckworth, Adam Levine, Benjamin Levin, John Ryan, Jacob Kasher, Ammar Malik, Kurtis McKenzie, Jon Mills และ Alex Ben-Abdallah |
| โปรดิวเซอร์ | Benny Blanco, The Arcade และ Louie Lastic |
| เพลงในปี | 2016 |
Don’t Wanna Know สามารถขึ้นอันดับ 1 ใน iTunes ได้หลังจากที่ปล่อยออกมาทันที เพราะด้วยแนวเพลงที่เป็น Tropical ซึ่งเป็นจังหวะที่ช้า ๆ เมื่อฟังแล้วสามารถเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งด้วยกระแสที่กำลังจะปล่อยอัลบั้มใหม่อย่าง Red Pill Blues ก็ช่วยทำให้คนหันมาสนใจเพลงนี้มากขึ้น จนเพลงนี้สามารถทำอันดับได้ค่อนข้างดีในชาร์ต และกลายเป็นเพลงที่หลายคนร้องกันจนติดปากไปทั่วบ้านทั่วเมือง