Celine Dion (เซลีน ดิออน) – เปิดประวัติ และผลงานเพลง [อัพเดท ธ.ค. 64]

ดนตรีและแฟชั่นเป็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยเสมอ แต่ในทุกยุคทุกสมัยต่างก็มีเสน่ห์และความเป็นไอคอนของตัวเอง ซึ่งเมื่อพูดถึงนักร้องชื่อดังในปัจจุบัน แน่นอนว่าหลายคนคงจะนึกถึง Ariana Grande, Taylor Swift, Bruno Mars, Lady Gaga หรือ Justin Bieber ใช่ไหมครับ ซึ่งรายชื่อศิลปินที่กล่าวมาก็ล้วนแล้วแต่โดดเด่นในสายเพลงของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Pop หรือ R&B สมัยใหม่ ที่ดนตรีจะมีความเป็นอิเล็กโทรหรือสังเคราะห์เพิ่มลงไป เพื่อให้ตรงกับตลาดและเทสของคนฟังสมัยใหม่

แต่ถ้าหากมองกลับไปในยุค 80 หรือยุค 90 ต้น ๆ รสนิยมการฟังเพลงของคนในยุคนั้นจะมีความเป็น Pop หรือ Disco คลาสสิกที่ดนตรีจะไม่ดัดแปลงอะไรมากมาย อีกทั้งนักร้องที่มีชื่อเสียงในช่วงนั้นก็จะมีเสียงอันโดดเด่นและฮิตโน้ตกันชนิดที่ปอดแทบจะแตก หรือศัพท์ในวงการเพลงจะเรียกว่า ‘Diva’ ซึ่งนักร้องที่รู้จักกันในยุคนั้นก็จะมี Whitney Huston, Mariah Carey และที่ดังแบบฉุดไม่อยู่คือ ‘Celine Dion’ เพราะด้วยสำเนียงแคนาเดียนอันเป็นเอกลักษณ์, เทคนิคการร้องที่โดดเด่น และการฮิตโน้ตแบบทะลุจักรวาลที่มีไม่กี่คนในวงการเพลงโลกสามารถทำได้ ดังนั้นวันนี้ผมจึงถือโอกาสมาบอกเล่าเรื่องราวประวัติอันน่าสนใจและผลงานเพลงอันโดดเด่นที่ยังคงเป็นตำนานจวบจนถึงวันนี้มาฝากกันครับ

ประวัติของ Celine Dion (เซลีน ดิออน)

ถึงแม้ว่าหลายคนจะรู้จักเซลีนในฐานะนักร้องที่โดดดังในสหรัฐอเมริกาและมีชื่อเสียงระดับโลก แต่จริง ๆ แล้วเซลีนได้เกิดและเติบโตในรัฐเกแบ็ก ประเทศแคนาดา โดยถึงแม้ครอบครัวของเธอจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย แต่ด้วยความอบอุ่นและอยู่ในครอบครัวที่ชื่นชอบดนตรี ทำให้เธอได้มีโอกาสในการร้องเพลงตั้งแต่เด็กร่วมกับพี่น้องตามงานแต่งและบาร์ต่าง ๆ ซึ่งเหตุนี้ละครับที่ทำให้เธอมีแรงบันดาลใจในการเป็นนักร้องตั้งแต่อายุ 5 ขวบ

หลังจากที่เซลีนรู้ว่าความฝันของตัวเองคืออะไร เธอก็เริ่มออกจากบ้านเพื่อทำความความฝันให้เป็นจริงและหาประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง จนในช่วงที่เธออายุ 12 ปี เซลีนได้มีการร่วมงานกับคุณแม่และพี่ชาย ในการแต่งเพลงที่ชื่อว่า ‘Ce n’était qu’un rêve’ เมื่อผลงานเสร็จแล้วเรียบร้อย ทุกคนในครอบครัวค่อนข้างประทับใจมาก จนพี่ชายของเซลีนตัดสินใจส่งผลงานให้กับผู้จัดการอย่าง René Angélil (สามีของ Celine) และเมื่อทาง René ได้ฟังเพลงนี้เขาถึงกับร้องไห้ออกมา ทั้งยังมั่นใจอีกว่ายังไงเซลีนก็จะเป็นซุปสตาร์ในอนาคต

แน่นอนว่า René พยายามดันเซลีนในทุกทางทั้งการออกซิงเกิ้ลและแสดงโชว์มากมาย ซึ่งความสามารถในการร้องเพลงที่เหนือชั้นของเซลีนทำให้เธอดังอย่างรวดเร็วในแคนาดา โดยเพลงของเธอทำยอดขายได้ถึงระดับ Gold และขึ้นอันดับ 1 ของชาร์ตได้แบบไม่ยากเย็น ทั้งยังได้รับรางวัลอีกมากมาย จนมาถึงวันหนึ่งในช่วงอายุ 18 ปี เธอได้มีโอกาสไปดูคอนเสิร์ตของ Michael Jackson และความประทับใจในครั้งนั้นทำให้เธอบอกกับทาง René ว่า “ฉันอยากจะเป็นเหมือนเขา” ซึ่งตรงนี้ละครับคือจุดเริ่มต้นก่อนที่เธอจะดังไปทั่วโลก

ในช่วงปี 1989 เธอได้พยายามไปพัฒนาภาษาอังกฤษและเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เพื่อที่จะเริ่มตีตลาดในสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นประมาณ 2 ปี เซลีนก็เดินสายทำงานผลงานทันที ซึ่งหนึ่งในโปรดิวเซอร์ที่เธอเริ่มทำเพลงด้วยคือ ‘David Foster’ และได้ปล่อยเพลงฮิตติด Top 10 ออกมาในปี 1991 ไม่ว่าจะเป็น Where Does My Heart Beat Now หรือ Beauty and the Beast ที่ทำเปิดประตูให้เธอเข้างวงการเพลงในอเมริกาอย่างเต็มตัว แต่ความดังของเธอไม่ได้หยุดแค่เพียงเท่านั้น

ในปี 1996 ความดังของเธอก็เริ่มฉุดไม่อยู่ เพราะการปล่อย Because You Loved Me, All By Myself และ ที่คนไทยทุกคนต้องเคยฟังผ่านหูกันมาบ้างคือ My Heart Will Go On ซึ่งทำยอดขายได้กว่า 18 ล้านก็อปปี้ทั่วโลก ชนะทั้งรางวัล Grammy Awards และ Golden Globe รวมไปถึงการขึ้นอันดับ 1 บน Billboard Hot 100 ได้นานถึง 2 สัปดาห์ แม้ว่าเพลงนี้จะปล่อยออกมานานกว่า 24 ปี แต่ทุกคนยังคงสามารถร้องได้และเป็นเพลงซิกเนเจอร์ของเซลีนที่สามารถหากินไปได้แบบชั่วลูกชั่วหลาน ทำให้เธอกลายเป็นดาวค้างฟ้าที่ทุกวันนี้ยังคงมีแฟนคลับซัพพอร์ตเหนียวแน่น และยอมจ่ายเงินหลักพันหลักหมื่นเพื่อชมและฟังเสียงสด ๆ ของเธอในคอนเสิร์ต




1. The Power Of Love

The Power Of Love
The Power Of Love
แนวเพลง Pop และ soft rock
ค่ายเพลง Columbia, Epic และ 550
ผู้แต่งเพลง Gunther Mende, Candy DeRouge, Jennifer Rush และ Mary Susan Applegate
โปรดิวเซอร์ ​​David Foster
เพลงในปี 1993

ดนตรีของ ‘The Power Of Love’ จะเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็น Pop และ Soft Rock ที่ฟังได้เรื่อย ๆ และมีความเป็นสไตล์ 90 อยู่ในตัวค่อนข้างเยอะ แต่ไฮไลท์สำคัญที่ทำให้ตัวเพลงประสบความสำเร็จนั้นจะอยู่ที่เสียงของเซลีน เพราะการร้องในแนวบัลลาดทำให้เธอโชว์พลังเสียงได้แบบเต็มที่ (มีดีเท่าไหร่งัดมาใส่ในเพลงนี้ทั้งหมด) บอกได้เลยว่าคีย์ในการร้องของเธอนั้นทะลุมิติ มีศิลปินในวงการไม่กี่คนที่ฮิตโน๊ตได้สูงขนาดนี้ อีกทั้งเนื้อเพลงก็ค่อนข้างโรแมนซ์สูง ซึ่งทั้งดนตรีและเทคนิคการร้องระดับ Diva ค่อนข้างจะเป็นเทสของคนในยุคนั้น ทำให้เพลงนี้สามารถทำยอดขายมากกว่า 1.5 ล้านก็อปปี้และขึ้นอันดับ 1 ได้แบบสวยงาม ถือว่าเป็นอีกเพลงที่เซลีนนำไปร้องในคอนเสิร์ตบ่อยมาก หากใครเป็นแฟนคลับคงต้องเคยฟังกันมามากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ถ้าใครยังไม่เคยฟังแนะนำเลยครับว่ามันดีมากจริง ๆ


2. Because You Loved Me

Because You Loved Me
Because You Loved Me
แนวเพลง Pop
ค่ายเพลง Columbia และ Epic
ผู้แต่งเพลง Diane Warren
โปรดิวเซอร์ ​​David Foster
เพลงในปี 1996

ตำนานเพลงรักซึ้งกินใจคงต้องยกให้เพลง ‘Because You Loved Me’ ที่ถึงแม้ว่าจะเปิดฟังมาแล้ว 10,000 ครั้งก็ยังลึกซึ้งและเรียกน้ำตาได้เสมอ ซึ่งตรงนี้คงต้องยกความดีความชอบให้กับทาง Diane ที่เป็นคนเขียนเพลงนี้ขึ้น โดยเบื้องหลังของเนื้อเพลงมาจากความรักของเธอที่มีต่อคุณพ่อ ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมความหมายของเพลงค่อนข้างจะลึกซึ้งและเรียลได้ขนาดนี้ ทั้งนี้การให้เลือกให้เซลีนร้องก็ถือเป็นช้อยส์ที่เหมาะมาก เพราะเธอเป็นนักร้องหนึ่งคนในวงการที่ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งการร้องสไตล์บัลลาดก็เป็นอะไรที่ทำให้คนฟังเข้าถึงเพลงได้มากยิ่งขึ้น ถือเป็นเพลงที่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรพลาด ผมขอยกให้เป็น Top 10 เพลงที่ดีที่สุดของเซลีนในตลอดระยะเวลาของการอยู่ในวงการเพลงเลยครับ


3. My Heart Will Go On

My Heart Will Go On
My Heart Will Go On
แนวเพลง Pop
ค่ายเพลง Columbia และ Epic
ผู้แต่งเพลง Will Jennings
โปรดิวเซอร์ Walter Afanasieff, James Horner และ Simon Franglen
เพลงในปี 1997

เมื่อพูดถึง Celine Dion แน่นอนว่าเพลงที่ขึ้นมาในหัวเพลงแรกเลยคือ ‘My Heart Will Go On’ เพราะด้วยการเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง ‘Titanic’ และตัวเพลงที่ปราณีตทั้งดนตรีและการร้องตั้งแต่คีย์แรกยันคีย์สุดท้าย แต่สิ่งหนึ่งที่อยากแชร์และหลายคนอาจไม่เคยทราบมาก่อนคือ เซลีนเคยรู้สึกว่าเธอไม่ได้อยากจะเรกคอร์ดนี้

อย่างไรก็ดีด้วยเพลงประกอบอนิเมชันและภาพยนตร์อย่าง Beauty And The Beast และ Because You Loved Me ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จ เลยทำให้เซลีนคิดว่า ‘My Heart Will Go On’ น่าจะเป็นเพลงลัคกี้ของเธอและเปลี่ยนใจมาบันทึกเสียง ซึ่งแน่นอนว่าเธอคิดถูกมาก ๆ เพราะตัวเพลงสามารถทำยอดขายได้หลายล้านก็อปปี้ อีกทั้งยังได้รางวัล Grammy Awards ในสาขาใหญ่อย่าง Record Of The Year อีกด้วย เป็นหนึ่งในเพลงที่ดีที่สุดตลอดกาลของวงการเพลงโลยทีเดียว


4. I’m Your Angel

I'm Your Angel
I’m Your Angel
แนวเพลง R&B, pop, soul และ gospel
ค่ายเพลง Epic และ Jive
ผู้แต่งเพลง Robert Kelly
โปรดิวเซอร์ ​​R. Kelly
เพลงในปี 1998

‘Im Your Angel’ เป็นการ Duet หรือ Collab ที่ค่อนข้างจะลงตัวมาก เพราะทั้งสองคนมีเทคนิคการร้องที่ยูนีคทั้งคู่ อย่าง R. Kelly ก็จะโดดเด่นในสไตล์ของ R&B ที่ไดนามิคการร้องของ Kelly ค่อนข้างจะดี ถ้ามองให้เห็นภาพคือก็คงจะเหมือนกับกราฟการเต้นของชีพจร ที่ขึ้นลงและไล่คีย์ได้แบบโหดมาก ในขณะที่ Celine เองก็คงไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ เพราะในวงการเพลงเธอก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักร้องที่เสียงดีระดับโลก ทั้งนี้แนวตัวเพลงที่ทำออกมาให้มันมีความ Gospel, R&B และ Soul ผสมรวมกับดนตรีที่โดดเด่นในเสียงเบส ทำให้เพลงนี้กลมกล่อมและละมุนมาก ๆ หากใครอยากรู้ว่าจักคำว่า ‘Masterpiece’ เป็นยังไง ผมบอกได้เลยครับว่าเพลงนี้ให้คำตอบได้ดีเลย


5. It’s All Coming Back To Me Now

It's All Coming Back To Me Now
It’s All Coming Back To Me Now
แนวเพลง Popsoft และ rock
ค่ายเพลง Columbia, Epic และ 550
ผู้แต่งเพลง Jim Steinman
โปรดิวเซอร์ ​​Jim Steinman, Steven Rinkoff และ Roy Bittan
เพลงในปี 1996

สื่อและนักวิจารณ์เพลงต่างลงความเห็นกันเป็นเสียงเดียวว่า ‘It’s All Coming Back To Me Now’ เป็นเพลงบัลลาดที่ดีที่สุดตลอดกาล ถึงแม้ว่าเวอร์ชันของเซลีนจะไม่ใช่เวอร์ชันออริจินอล แต่ด้วยเสียงอันทรงพลังของเซลีนทำให้เพลงนี้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ส่วนทางด้านดนตรีเองก็น่าสนใจครับ เพราะช่วงพีคของเพลงจะเป็น Rock แต่ทาง Jim Steinman ได้มีการผ่อนความหนักเบาด้วยการแซม Popsoft เข้าไปด้วยเสียงเปียโนที่คลอไปกับเสียงของเซลีนแบบเพอร์เฟค ถือเป็นผลงานคุณภาพของเซลีนอีกผลงานหนึ่งที่มีความ Timeless และ Classic ไม่ว่าจะฟังในยุคไหนก็เพราะจับใจสุด ๆ


6. Where Does My Heart Beat Now

Where Does My Heart Beat Now
Where Does My Heart Beat Now
แนวเพลง Pop และ soft rock
ค่ายเพลง Columbia และ Epic
ผู้แต่งเพลง Robert White Johnson และ Taylor Rhodes
โปรดิวเซอร์ Christopher Neil
เพลงในปี 1990

ด้วยจังหวะที่ช้าของเพลง ‘Where Does My Heart Beat Now’ ทำให้เซลีนสามารถร้องบัลลาดได้แบบจัดหนักจัดเต็มและโชว์พลังเสียงของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ที่สำคัญคือเพลงนี้เป็นภาษาอังกฤษเพลงแรกที่เธอได้บันทึกเสียง ดังนั้นสำเนียงอันยูนีคตามสไตล์แคนาเดียน กลับกลายเป็นอีกหนึ่งจุดขายและทำให้เธอแตกต่างออกไปจากดีว่าคนอื่น ๆ ในยุคนั้น จนเพลงนี้ได้ทำสถิติให้เซลีนได้กลายศิลปินชาวแคนาเดียนคนแรกที่สามารถเข้าชาร์ต Billboard Hot 100 ใน 10 อันดับแรกได้ อีกทั้งยังได้รางวัล ASCAP Pop Award ติดมือกลับบ้านไปอีกด้วย


7. If You Asked Me To

If You Asked Me To
If You Asked Me To
แนวเพลง Popsoft และ rock
ค่ายเพลง Diane Warren
ผู้แต่งเพลง Bad Wolves
โปรดิวเซอร์ ​​Guy Roche
เพลงในปี 1992

‘If You Asked Me To’ เวอร์ชันออริจินอลจะเป็นของศิลปินระดับตำนานอย่าง ‘Patti Labelle’ ที่ทำออกมาได้สมูธและทัชใจ แน่นอนว่าการที่เซลีนนำเพลงมาโคฟเวอร์เป็นเวอร์ชันใหม่อาจมีความกดดันและเกิดการเปรียบเทียบ แต่หากมองด้วยความไม่อคติก็ต้องบอกว่าเซลีนทำออกมาได้ค่อนข้างดี เพราะเธอพยายามในการเปลี่ยนเทคนิคการร้องให้แตกต่าง เพิ่มอารมณ์และเสียงพลังเสียงมากขึ้น ทำให้เพลงนี้มีความดีฟหรือเข้าถึงอารณณ์มากกว่าเดิม อีกทั้ง Diane Warren และ Guy Roche ก็ช่วยปรับแต่งตัวเพลงและดนตรีให้ตัวเพลงเป็น Soul ที่โมเดิร์นแมตช์กับเซลีนยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแฟนเพลงถึงยอมรับและชื่นชมเวอร์ชันของเซลีน ทั้งนี้ตัวเพลงยังสามารถไต่ขึ้นอันดับ 4 ของชาร์ตในอเมริกาได้เช่นเดียวกัน


8. All By Myself

All By Myself
All By Myself
แนวเพลง Soft rock
ค่ายเพลง Epic, 550 Music และ Columbia
ผู้แต่งเพลง Eric Carmen และ Sergei Rachmaninoff
โปรดิวเซอร์ ​​David Foster
เพลงในปี 1996

เพลงนี้เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ทางเซลีนได้นำเอามาโคฟเวอร์เป็นเวอร์ชันของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าเธอทำออกมาได้ดีมาก และเวอร์ชันของเธอก็ได้กลายเป็นตำนานที่นักร้องสายประกวดยุคใหม่เลือกใช้ในการร้องตามเวทีต่าง ๆ แต่กว่าจะทำเพลงนี้ออกมาให้เพอร์เฟคและไม่ซ้ำกับเวอร์ชันของ Eric Carmen ก็ต้องบอกว่าเป็นงานหินของทางโปรดิวเซอร์อย่าง David และ Celine มาก ๆ เพราะดนตรีเปียโนและการร้องบัลลาดของ Eric นุ่มลึกและคลาสสิกไม่เหมือนใคร

ดังนั้นการที่เซลีนจะสร้างภาพจำใหม่ในเวอร์ชันของเธอเอง เซลีนก็จะต้องใส่เทคนิคและพลังเสียงที่มีลงไปในเพลงนี้ทั้งหมด โดยเบื้องหลังการบันทึกเสียงนั้นก็เรียกว่าคลุกรุ่นเหมือนกัน เพราะ David พยายามปลุกเร้าและกระตุ้นให้เซลีนฮิตโน้ตสูงทะลุเพดานยาวนานถึง 10 กว่าวินาที ด้วยการบอกว่า “ถ้าเธอร้องไม่ได้ เพลงนี้จะต้องเปลี่ยนไปให้นักร้องคนอื่นนะ” และแน่นอนว่าจากนั้นเพียงไม่กี่วินาทีเซลีนก็ทำให้คนทั้งสตูดิโอช็อกอ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน เพราะเธอฮิตโน้ตได้เป๊ะและไร้ข้อที่ติ จนในที่สุดท่อนพีคที่ร้องว่า “Anymore….” ก็กลายเป็นตำนานจนถึงทุกวันนี้


9. That’s The Way It Is

That's The Way It Is
That’s The Way It Is
แนวเพลง Pop
ค่ายเพลง Columbia และ Epic
ผู้แต่งเพลง Max Martin, Kristian Lundin และ Andreas Carlsson
โปรดิวเซอร์ Max Martin และ Kristian Lundin
เพลงในปี 1999

หลายคนอาจจะสบประมาทว่าเซลีนคงร้องได้แค่ป๊อปบัลลาดหรือเพลงดีว่าที่มีดีแค่การฮิตโน้ต แต่เพลง ‘That’s The Way It Is’ ได้พิสูจน์แล้วครับว่ามันไม่จริงเลย เพราะเพลงนี้เป็นป๊อปที่ค่อนข้างโมเดิร์นในช่วงนั้น ยิ่งการร่วมงานกับโปรดิวเซอร์อย่าง Max Martin ด้วยแล้วก็คงไม่ต้องพูดให้มากความ เพราะ Max มีเทสการทำดนตรีป๊อปที่เก่งและทันสมัยอยู่ตลอด ซึ่งความเก่งของโปรดิวเซอร์การที่ยังทำให้เซลีนได้โชว์เสียง แต่ในขณะเดียวกันซาวด์ก็มีความเฟรซสามารถตีตลาดวัยรุ่นในยุคนั้นได้ ถือเป็นการเบลนและแมตช์เข้าได้อย่างลงตัว ที่สำคัญคือเนื้อเพลงดีมาก ๆ ครับ หากใครที่กำลังท้ออยู่ เพลงนี้สามารถจะฮีลหัวใจให้คุณก้าวข้ามความทุกข์ไปได้


10. Beauty And The Beast

Beauty And The Beast
Beauty And The Beast
แนวเพลง Pop
ค่ายเพลง Walt Disney, Columbia และ Epic
ผู้แต่งเพลง Howard Ashman
โปรดิวเซอร์ ​​Walter Afanasieff
เพลงในปี 1991

เด็ก ๆ ในยุคนี้อาจจะรู้จักเพลง ‘Beauty And The Beast’ ในเวอร์ชันของ Ariana Grande และ John Legend ใช่ไหมครับ ? แต่จริง ๆ แล้วเพลงนี้ถือว่ามีหลายเวอร์ชันมาก ซึ่งหนึ่งในเวอร์ชันที่ถูกยกให้เป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น ‘Celine Dion’ ที่ได้ร้องคู่กับ ‘Peabo Bryson’ ถึงแม้ว่าในตอนนั้นจะมีกระแสที่อยากให้เซลีนร้องโซโล่เพียงคนเดียว แต่ถ้ามองเป็นกลางก็ต้องบอกว่าการมี Peabo นั้นช่วยเติมเต็มให้เพลงนี้มีความโรแมนซ์มากยิ่งขึ้น

อีกทั้งความนุ่มและความหล่อของเสียงก็เหมาะมาก ๆ สำหรับการร้องประกอบอนิเมชันของ Disney ส่วนเสียงของเซลีนก็เบลนเข้ากับดนตรีได้เพอร์เฟค และไม่มีอะไรที่จะต้องพิสูจน์ความสามารถในการร้องของเธออยู่แล้ว โดยถึงแม้ว่ากระแสจะมีทั้งบวกและลบ แต่ท้ายที่สุดตัวเพลงก็สามารถได้คว้ารางวัลระดับโลกอย่างแกรมมี่ในสาขา ‘Best Pop Performance by a Duo or Group With Vocals’ ที่เป็นการการันตีถึงคุณภาพของดนตรีและเทคนิคการร้องของทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี หากใครยังไม่เคยฟังเวอร์ชันนี้ บอกได้เลยครับว่าคุณพลาดมาก ๆ





เป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับประวัติอันน่าทึ่งและผลงานเพลงของ ‘Celine Dion’ ผมหวังว่าทุกคนจะชอบและได้เพลงเพราะ ๆ ของเธอไปใส่ในเพลย์ลิสต์เพลงใน Spotify หรือ Youtube Music ของตัวเองกันนะครับ ทั้งนี้เว็บไซต์เรายังเคยเขียนบทความเกี่ยวกับเพลงสากลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เพลงสากลฮิต 2021, เพลงคริสต์มาส, เพลงสากลสำหรับคนโสด, เพลงสากลอกหัก, เพลงสากลสำหรับคนโสด, เพลงสากลแนวแอบชอบ และ เพลงรักวาเลนไทน์ ซึ่งถ้าหากใครสนใจก็สามารถเข้าไปอ่านได้ครับ

Gun Natchapon

Gun Natchapon

สวัสดีครับชื่อ ณัชพล ชนะสิทธิ์ จบจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขาวารสารศาสตร์ งานถนัดที่สุดคือการกินและเขียนคอนเทนต์ เวลาว่างส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลงและเต้นคร่อมจังหวะ

Next Post