Jessie J (เจสซี เจ) – เปิดประวัติ และผลงานเพลง [อัปเดต ธ.ค. 64]

นักร้องสากลแต่ละคนจะมีดนตรีในแนวที่ตัวเองอย่างถนัด อย่างถ้าเป็นแนว Pop ก็จะมีศิลปินดังอย่าง Britney Spears, Lady Gaga, Ariana Grande, Madonna หรือนักร้องดังระดับตำนานอย่าง Michael Jackson ส่วนทางฝากของ R&B เองก็มีนักร้องชื่อดังและโดดเด่นไปไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็น Mariah Carey, Beyonce, Justin Bieber, Bruno Mars รวมไปถึงคนที่เราจะมาพูดกันในวันนี้คือ ‘Jessie J (เจสซี เจ)

เจสซี เจ ถือเป็นศิลปินดังของประเทศอังกฤษ ที่สามารถตีตลาดของเพลงอเมริกาได้ ซึ่งต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งว่าการเติบโตและสร้างฐานแฟนคลับข้ามประเทศระหว่างอเมริกาและอังกฤษถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างจะยาก เพราะด้วยเทสการฟังเพลงและดนตรีของทั้งสองประเทศนั้นมีความแตกต่างกันอยู่ในระดับหนึ่ง ดังนั้นการที่จะทำให้แฟนเพลงเปิดใจยอมรับได้นั้นจะต้องใช้ความสามารถในการพิสูจนย์เยอะมาก

ถ้าให้ยกตัวอย่างศิลปินทางฝากของเกาะอังกฤษที่ทำลายกำแพงนี้ได้ก็คงจะมี Adele, Sam Smith, Lorde, Ed Sheeran และ ‘Jessie J’ เพราะด้วยเสียงอันทรงพลัง, ความสามารถในการเขียนเพลง และความยูนีคซึ่งยากที่จะก็อปปี้ เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เธอเข้าไปอยู่ในใจของแฟนเพลงของสองประเทศยักษ์ใหญ่และทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อให้แฟนเพลงหรือคนที่อยากรู้จักเธอมากยิ่งขึ้น ผมก็เลยถือโอกาสมาเขียนบทความเกี่ยวกับ ‘เปิดประวัติ และผลงานเพลงของ Jessie J’ มาฝากกันครับ

ประวัติของ Jessie J (เจสซี เจ)

Jessie J หรือ ‘Jessica Ellen Cornish’ เกิดในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ โดยเจสซี เจในวัยเด็กถือเป็นเด็กผู้หญิงทั่วไปที่เรียนในโรงเรียน และไม่ได้มีความโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง ผลคะแนนของการสอบในแต่ละครั้งก็เพียงแค่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มิหนำซ้ำเธอยังบอกอีกว่าในทุกการสอบนั้นเธอไม่ได้ใช้ความคิดหรือสติปัญญาที่เธอมีในการทำข้อสอบเลยแม้แต่น้อย แตกต่างออกไปจากพี่สาวทั้ง 2 คน ซึ่งโดดเด่นในด้านของการเรียนและยังเป็นหัวหน้าห้องที่มีแต่คนรู้จักและเลื่องชื่อในเรื่องของความเก่ง

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเจสซี เจ จะไม่ได้โดดเด่นในด้านการเรียนอะไรมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิดคือการร้องเพลง และเจสซี เจเองก็รู้ดีว่าในทุกโชว์และทุกการแสดงเธอสามารถทำออกมาได้ดีอยู่เสมอ ซึ่งเหตุผลนี้ทำให้เธอตัดสินใจเข้าไปเรียน Arts School หรือโรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับศิลปะ, ดนตรี และการแสดงโดยตรง จากนั้นเธอก็เริ่มไปแคสงานแสดงและโรงละครดนตรีมากมาย

ด้วยเสียงอันเป็นเอกลักษณ์และเทคนิคการร้องซึ่งเกินอายุ ทำให้เจสซีชนะรางวัล ‘นักร้องป๊อปยอดเยี่ยม’ ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี จากนั้นเธอก็เข้าโรงเรียนดังอย่าง ‘BRIT School’ ที่ผลิตศิลปินมานักต่อนัก โดยความเซอร์ไพรส์คือเพื่อนร่วมรุ่นหรือเพื่อนร่วมคลาสของเธอในตอนนั้นมีทั้ง Adele และ Leona Lewis ซึ่งเป็นศิลปินดังระดับโลก ที่หลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี

ทั้งนี้เมื่อเธอจบจากโรงเรียน BRIT School ในปี 2006 เจสซีก็ได้จรดสัญญาเซ็นกับทางค่าย ‘Gut Records’ โดยทันที อย่างไรก็ดีอุปสรรคย่อมเกิดขึ้นเสมอกับศิลปินทุกคนก่อนที่จะประสบความสำเร็จ เพราะถึงแม้ว่าเธอจะทำอัลบั้มชุดแรกเสร็จแล้วเรียบร้อย แต่ทางค่ายกลับล้มละลายไปซะก่อน ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องผันตัวไปเป็นนักแต่งเพลงของทางค่าย ‘Sony ATV’ และก็แน่นอนว่าเธอประสบความสำเร็จในฐานะนักแต่งเพลงมาก โดยผลงานที่โดดเด่นและสร้างโปรไฟล์ให้กับเจสซีคือเพลง ‘Party in the U.S.A’ ของ Miley Cyrus ซึ่งทำยอดขายได้ดีและไต่ขึ้นชาร์ตเพลงในอเมริกาได้อย่างสวยหรู

แม้ว่าเส้นทางการเป็นนักแต่งเพลงจะค่อนข้างสวย แต่ความฝันในอยากจะเป็นนักร้องโซโลยังคงเป็นสิ่งที่เธอตามหา จนมาถึงวันหนึ่งที่โชคชะตาเริ่มเข้าข้าง เมื่อเธอได้ตัดสินใจร้อง Cover เพลงลงใน Youtube และเข้าไปตากับผู้บริหารของทางค่าย ‘Lava Records’ ในที่สุดทางค่ายก็ดีลและเซ็นสัญญากับเธอได้สำเร็จ หลังจากนั้นเธอก็เริ่มทำอัลบั้มในทันที ไม่นานนักอัลบั้มที่เปิดศักราชให้เธอดังเป็นพลุแตกทั้งในอังกฤษและอเมริกาคือ ‘Who You Are’

โดยเพลงภายในอัลบั้มก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงฮิตที่หลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น Price Tag, Nobody’s Perfect, Domino หรือ Do It Like a Dude ซึ่งทำให้เธอเข้าสู่การเป็นศิลปินเดี่ยวเต็มตัวและประสบความสำเร็จมากคนหนึ่งของวงการ จนในทุกวันนี้เพลงของเธอที่ปล่อยออกมาตั้งแต่ในช่วง 2010 – 2012 ยังคงถูกปล่อยอยู่ในวิทยุและมีคนมากมายที่นำไป Cover และประกวดร้องเพลงตามเวทีประกวดชื่อดัง อีกทั้งตัวเจซี เจเองก็ยังคงมีผลงานและคอนเสิร์ตทั่วโลกแบบไม่ขาดสาย




1. Price Tag ft. B.o.B

Price Tag ft. B.o.B
Price Tag ft. B.o.B
แนวเพลง R&B
ค่ายเพลง Lava และ Island
ผู้แต่งเพลง Jessica Cornish, Lukasz Gottwald, Claude Kelly และ Bobby Ray Simmons Jr.
โปรดิวเซอร์ ​​Dr. Luke
เพลงในปี 2011

‘Price Tag’ น่าจะเป็นเพลงที่ทำให้ใครหลายคนรู้จัก ‘Jessie J’ เพราะกระแสของเพลงในปี 2011 ถือว่าดีมากทั้งฝั่งเกาะอังกฤษและอเมริกา โดยความพิเศษของเพลงจะอยู่ที่จังหวะของบีท ซึ่งมีความเป็นเรกกี้ค่อนข้างสูง ทำให้ตัวเพลงมีความสนุกและสัมผัสได้ถึงความ ‘Feeling Good’ หรือไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็รู้สึกดีอยู่ตลอด อีกทั้งเนื้อหาของเพลงก็ค่อนข้างจะเข้ากับสถานการณ์ของโลกในทุกยุคทุกสมัย ที่ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเสมอไป แต่เราสามารถหาความสุขกับสิ่งรอบข้างได้มากมาย นอกจากนี้ที่ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้คือเทคนิคการร้องของเจสซีที่มาในสไตล์ R&B สามารถแมตช์เข้ากับบีทแบบลงตั๊ว..ลงตัว เหมือนอาหารทะเลที่ต้องรับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด


2. Do It Like A Dude

Do It Like A Dude
Do It Like A Dude
แนวเพลง R&B
ค่ายเพลง Lava และ Island
ผู้แต่งเพลง Jessica Cornish, George Astasio, Jason Pebworth, Jon Shave, Kyle Abrahams และ Peter Ighile
โปรดิวเซอร์ ​​The Invisible และ Men Parker & James
เพลงในปี 2010

เพลงที่ผสมผสานดนตรีได้แบบลงตัวที่สุดของเจสซี ผมขอยกให้กับ ‘Do It Like A Dude’ เพราะดนตรีในช่วงแรกจะเปิดมาด้วยความเป็นร็อก แต่เมื่อฟังต่อไปเรื่อย ๆ บีทของเพลงจะเริ่มเปลี่ยนเป็น Hip-hop ซึ่ง Transition หรือการเชื่อมดนตรีนั้นทำออกมาได้เพอร์เฟค ไม่รู้สึกขัดหูแต่อย่างใด ทั้งนี้ความเป็น Rock และ Hip-hop นั้นจะมีความดุเดือดอยู่ในตัวสูงอยู่แล้ว ในขณะที่เสียงของเจสซีเองก็ถูกจัดอยู่ในนักร้องสาย Powerful ซึ่งมันเบลนกันได้กลมกล่อมอยู่แล้ว ดังนั้นคุณภาพของเพลงที่ออกมาก็ถือว่าดีมาก และไม่แปลกใจว่าทำไมถึงสามารถขึ้นอันดับ 2 บนชาร์ตเพลงของอังกฤษได้แบบไร้ข้อกังขา


3. Bang Bang With Ariana Grande & Nicki Minaj

Bang Bang With Ariana Grande & Nicki Minaj
Bang Bang With Ariana Grande & Nicki Minaj
แนวเพลง Pop และ pop soul
ค่ายเพลง Lava และ Island
ผู้แต่งเพลง Max Martin, Savan Kotecha, Rickard Göransson, Onika Maraj และ Ariana Grande
โปรดิวเซอร์ ​​Max Martin, Rickard Göransson และ Ilya
เพลงในปี 2014

หลังจาก ‘Bang Bang’ ได้ปล่อยลงวิทยุและสื่อต่าง ๆ ต้องบอกว่ามันเป็นอะไรที่ ‘Talk of The Town’ มาก เพราะทั้ง Jessie J, Nicki Minaj และ Ariana Grande ถือเป็นศิลปินซึ่งกำลังอยู่ในกระแส โดยการร่วมงานของศิลปินบิ๊กเนมกว่า 3 ชีวิตถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก (ณ ตอนนั้น) โดยถึงแม้ว่าเครดิตของศิลปินในเพลงจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เพลงเกิดกระแส

แต่หากมองลงไปในดีเทลของคุณภาพเพลงก็ต้องยอมรับว่าตัวเพลงเองก็ดีไม่แพ้ไปกว่าความปังของศิลปิน เพราะการเปิดเพลงด้วยเสียง ‘Clap’ หรือเสียงปรบมือทำให้ดึงดูดความสนใจได้ทันที นอกจากนี้ดนตรีที่ใช้จะเป็น Pop Soul ที่ปราณีตและรังสรรค์ดนตรีด้วยโปรดิวเซอร์คนเก่งอย่าง Max Martin ในขณะเดียวกันเทคนิคการร้องของเจสซีกับอารีอานาก็ฟังได้เพลิน และยังมีการเพิ่มความแซ่บด้วยการแรปของนิกกี้ ที่บอกได้เลยว่าฟังครั้งเดียวยังไงก็ไม่พอ


4. Domino

Domino
Domino
แนวเพลง Electropop, dance-pop และ pop rock
ค่ายเพลง Lava และ Universal Republic
ผู้แต่งเพลง Jessica Cornish, Lukasz Gottwald, Claude Kelly, Max Martin และ Henry Walter
โปรดิวเซอร์ Dr. Luke และ Cirkut
เพลงในปี 2011

ถึงแม้ว่าเพลงนี้จะผ่านไปนานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ดนตรีของเพลงซึ่งเป็น Electropop ยังคงมีความทันสมัยและทำให้ตัวเพลง ‘Timeless’ และคลาสสิกอยู่เสมอ ทั้งนี้เนื้อหาของเพลงจะมีความโรแมนซ์ บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการตกหลุมรักใครสักคนหนึ่งจนถอนตัวแทบไม่ขึ้น ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เมื่อมีเขาอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างจะน่ารัก (ให้ฟีลลิ่งเหมือนกับ ฟังเพลงของ Katy Perry เล็กน้อย) โดยถ้าหากเพลงนี้อยู่ในมือของศิลปินคนอื่น Quality ของเพลงก็อาจจะดี เพราะด้วยดนตรีที่ดีและทันสมัย แต่การเติมเต็มด้วยการพลังเสียงและเทคนิคการร้องเหนือมนุษย์ของเจสซีลงไปก็ทำให้เพลงนี้ยกระดับไปอีกขั้น ถึงขั้นที่ผมขอยกให้เป็นผลงาน Masterpiece ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็ต้องเต้นและยิ้มตามเสมอ


5. It’s My Party

It’s My Party
It’s My Party
แนวเพลง Pop
ค่ายเพลง Lava และ Universal Island
ผู้แต่งเพลง Jessica Cornish, Claude Kelly, John Larderi และ Colin Norman
โปรดิวเซอร์ John Larderi และ Claude Kelly
เพลงในปี 2013

สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดแข็งของเจสซีคือทุกเพลงของเธอล้วนแล้วแต่ซัพพอร์ตและให้ข้อคิดกับแฟนเพลงอยู่เสมอ อย่างเพลง ‘It’s My Party’ ที่เธอลงมือเขียนเพลงเพื่อบอกเราเรื่องราวเกี่ยวกับความเกลียดชังจากผู้อื่นหรือศัพท์ที่คุ้นหูอย่าง ‘Hater’ แน่นอนว่ากลุ่มคนเหล่านั้นอาจจะพูดร้ายใส่คุณอยู่เสมอ แต่ถ้าหากคุณ Ignore หรือไม่แคร์คำเหล่านั้น มันก็จะดีต่อตัวเองและชีวิตของคุณจะมีความสุขยิ่งขึ้น ซึ่งเนื้อหาของเพลงน่าจะตรงกับชีวิตของใครหลายคนจนทำให้เพลงสามารถไต่ชาร์ตขึ้นมาสูงถึงอันดับที่ 3 ในประเทศอังกฤษ หากใครที่กำลังรู้สึกแย่หรือตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับ Jessie เพลงนี้จะช่วยฮีลหัวใจของคุณได้ไม่มากก็น้อย


6. Wild ft. Big Sean & Dizzee Rascal

Wild ft. Big Sean & Dizzee Rascal
Wild ft. Big Sean & Dizzee Rascal
แนวเพลง Dance-pop
ค่ายเพลง Lava และ Universal Republic
ผู้แต่งเพลง Jessica Cornish, Joshua Coleman, Claude Kelly, Dylan Mills และ Sean Anderson
โปรดิวเซอร์ Ammo
เพลงในปี 2013

‘Wild’ อาจจะไม่ใช่เพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในผลงานทั้งหมดของเจสซี เรียกได้ว่าจัดอยู่ในเพลง ‘Underrated’ หรือเพลงซึ่งควรจะดังได้มากกว่านี้ แต่เหตุผลที่อยากมาแนะนำกันในบทความนี้เพราะด้วยดนตรี Dance-pop และการร้องของเจสซี่รวมไปถึงศิลปินที่มา Collab ทั้ง Big Sean และ Dizzee Rascal สามารถที่จะเบลนเข้ากับเพลงได้ดีมาก ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องให้เครดิตโปรดิวเซอร์อย่าง Ammo ที่จัดเรียงส่วนผสมของเพลงออกมาได้กลมกล่อม เหมือนกับต้มยำกุ้งที่จะมีทั้งความเค็ม, เปรี้ยว, หวาน และเผ็ดร้อนในตัว หากใครอยากรู้ว่า “เพลงดี” เป็นแบบไหน แนะนำเลยครับว่า ‘Wild’ ให้คำตอบได้อย่างแน่นอน


7. Laserlight ft. David Guetta

Laserlight ft. David Guetta
Laserlight ft. David Guetta
แนวเพลง Dance-pop, Eurodance และ house
ค่ายเพลง Lava และ Universal Republic
ผู้แต่งเพลง Jessica Cornish, The Invisible Men, David Guetta, Giorgio Tuinfort และ Frédéric Riesterer
โปรดิวเซอร์ David Guetta, Giorgio Tuinfort และ Frédéric Riesterer
เพลงในปี 2012

‘Laserlight’ เป็นการร่วมงานกันระหว่างเจสซีและดีเจชื่อดังอย่าง ‘David Guetta’ ซึ่งในช่วงนั้น David ถือเป็นโปรดิวเซอร์ที่กำลังมาแรง เพราะเขาได้ทำเพลงดังออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Titanium หรือ Without You ทั้งนี้การมาร่วมงานกับเจสซี่ในเพลงนี้ก็ถือว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจว่า David จะทำดนตรีออกอย่างไรให้เหมาะกับเสียง Powerful ของเจสซี ซึ่งผลลัพธ์ที่ปล่อยออกมาก็ค่อนข้างน่าประทับใจครับ เพราะดนตรีจะเป็น Eurodance เหมาะมากสำหรับการเปิดใน Night Club หรือปาร์ตี้ สามารถฟังไปได้ยาว ๆ และโยกไปพร้อมกับจังหวะเพลงได้ในทุกครั้งที่ฟัง


8. Who You Are

Who You Are
Who You Are
แนวเพลง Soft rock
ค่ายเพลง Lava และ Island
ผู้แต่งเพลง Jessica Cornish, Toby Gad และ Shelly Peiken
โปรดิวเซอร์ Toby Gad
เพลงในปี 2011

ในยุคที่ Social Media เข้ามามีบทบาทในชีวิตค่อนข้างเยอะ ทำคนเราเกิดการเปรียบเทียบได้อยู่เสมอ ซึ่งจุดนี้ละครับซึ่งจะทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเองหรือสูญเสียความเป็นตัวตน โดยปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะบุคคลทั่วไปเท่านั้น แต่ศิลปินดังอย่างเจสซีเองก็ประสบเจอกับปัญหาทางด้านจิตใจเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ดังนั้นเธอจึงเขียนเพลง ‘Who You Are’ ขึ้นมาเพื่อเตือนสติและบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง อีกทั้งยังให้แรงบันดาลใจกับใครหลายคนได้ก้าวเดินต่อไปและเป็นจริงใจต่อตัวเองมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะเปิดฟังกี่ครั้งก็สัมผัสได้ถึงความเรียล ส่วนดนตรี Soft Rock ก็ทำให้เพลง Deep และลึกซึ้งมากกว่าเดิม ถือว่าเป็นเพลง Empowering ให้ใครหลายคนได้ดีเลยทีเดียว


9. Nobody’s Perfect

Nobody's Perfect
Nobody’s Perfect
แนวเพลง R&B
ค่ายเพลง Lava และ Island
ผู้แต่งเพลง Jessica Cornish, Claude Kelly และ Andre Brissett
โปรดิวเซอร์ ​​Andre Brissett และ Claude Kelly
เพลงในปี 2011

เบื้องหลังของเพลง ‘Nobody’s Perfect’ ค่อนข้างน่าสนใจครับ เพราะเนื้อเพลงได้ถูกเขียนตั้งแต่เธอมีอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น ดังนั้นจุดเด่นของตัวเพลงจะอยู่ที่ความเรียลแบบไม่มีการปรุงแต่งหรือในศัพท์ทางดนตรีจะเรียกว่า real-sounding ซึ่งตรงนี้ละครับคือเสน่ห์และความยูนีคของเพลง ในขณะเดียวกันการร้องในสไตล์ R&B ก็เป็นอะไรที่เข้าทางกับเธออยู่แล้ว ดังนั้นหากพูดถึงองค์รวมของตัวเพลงก็บอกได้เลยว่าทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

แน่นอนว่าเสียงอันทรงพลังของเจสซี่คงเป็นอะไรที่หลายคนคุ้นชินในความสามารถตรงนี้อยู่แล้ว แต่หากมองลึกไปให้มากกว่านั้น เจสซีก็ถือเป็นศิลปินคนหนึ่งซึ่งพยายามจะสะท้อนสังคมอยู่เสมอ โดยเฉพาะเพลงนี้ ‘Nobody’s Perfect’ ที่เธอพยายามสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจว่าความเพอร์เฟคไม่มีอยู่จริงบนโลก ดังนั้นจงภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองมี


10. Flashlight

Flashlight
Flashlight
แนวเพลง Pop
ค่ายเพลง Republic
ผู้แต่งเพลง Sia Furler, Aaron Broome, Jason Moore และ Sam Smith
โปรดิวเซอร์ Aaron Broome และ Kuk Harrell
เพลงในปี 2015

‘Flashlight’ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ค่อนข้างไวรัลในปี 2015 เพราะด้วยตัวเพลงที่ทำออกมาในแนว Pop แบบ Easy Listening นอกจากที่จะฟังง่ายแล้วยังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของเนื้อเพลง ซึ่งก็แปลกใจเท่าไหร่ครับที่เพลงออกมาได้ดีขนาดนี้ เพราะเบื้องหลังของการเขียนเพลงนั้นมีศิลปินชื่อดังระดับโลกอย่าง Sia และ Sam Smith เข้ามาปรับแต่งให้เกิดความกลมกล่อม รวมไปถึงทีมโปรดิวเซอร์อย่าง Aaron และ Kuk เองก็ผ่านการทำเพลงอันโชกโชนมาหลายสิบปี ที่สำคัญเพลงนี้เป็นเพลงประกอบของภาพยนตร์ดังอย่าง ‘Pitch Perfect 2’ ทำให้เพลงสามารถไต่ขึ้นชาร์ตได้ทั้งในอังกฤษและอเมริกาเลยละครับ





เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ ‘เปิดประวัติ และผลงานเพลงของ Jessie J’ ผมหวังว่าถูกคนจะถูกใจและได้เพลงคุณภาพของเจสซีไปฟังเพื่อสร้างกำลังใจ และเข้มแข็งได้เหมือนกับเธอกันนะครับ ทั้งนี้เว็บไซต์ของเราไม่ได้มีเพียงแค่การแนะนำศิลปินเท่านั้น แต่เรายังมีเพลย์ลิสต์แจ่ม ๆ มากมาย ที่คัดสรรตามหมวดหมู่มาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เพลงสากลสำหรับคนโสด, เพลงสากลอกหัก, เพลงสากลคลาสสิก, เพลงรักวาเลนไทน์, เพลงรักสากล เพลงสากลแนวแอบชอบ, เพลงคริสมาสต์ หรือเพลงฮิตสากล 2021 ไว้สำหรับฟังในช่วงวันหยุดหรือวันสบาย ๆ เพื่อผ่อนคลายจิตใจ ถ้าหากใครสนใจก็เข้าไปเลือกเพลงกันได้ครับ

Gun Natchapon

Gun Natchapon

สวัสดีครับชื่อ ณัชพล ชนะสิทธิ์ จบจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สาขาวารสารศาสตร์ งานถนัดที่สุดคือการกินและเขียนคอนเทนต์ เวลาว่างส่วนใหญ่หมดไปกับการฟังเพลงและเต้นคร่อมจังหวะ

Next Post