วงการเพลงมีการเปลี่ยนแปลงเทรนด์หรือรสนิยมอยู่ตลอด อย่างในทุกวันนี้แฟนเพลงส่วนใหญ่อาจจะเลือกฟัง Hip-hop หรือ Dance Pop กันเป็นจำนวนมาก แต่กลับกันคนในยุค 70’s – 80’s แฟนเพลงหลายคนอาจจะฟัง Disco, R&B หรือ Pop กันซะมากกว่า ซึ่งถ้าให้เอ่ยถึงศิลปินบิ๊กเนมในยุคนี้หลายคนก็อาจจะนึกถึง Ariana Grande, The Weeknd, Taylor Swift, Lady Gaga, Bruno Mars หรือ Adele แต่ถ้าเป็นศิลปินระดับตำนานในช่วง 70 รับรองว่าทุกคนจะต้องมี ‘Elton John’ (เอลตัน จอห์น) เป็นหนึ่งในรายชื่ออันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน
ซึ่งเด็กหรือวัยรุ่นยุคโลกาภิวัตน์อาจจะคุ้นหูหรือเคยเห็นชื่อผ่านหน้าผ่านตากันมาบ้าง แต่ยังไม่รู้จักเบื้องลึกเบื้องหลังและผลงานต่าง ๆ ดังนั้นในวันนี้ผมจึงอยากจะมาแชร์ ‘ประวัติและผลงานเพลง Elton John’ ให้ทุกคนได้รู้จักศิลปินระดับตำนานกันมากขึ้นครับ
ประวัติ Elton John (เอลตัน จอห์น)
Elton John หรือ Sir Elton Hercules John เกิดในชานเมืองของลอนดอนที่เรียกว่า ‘Pinner’ ถูกเลี้ยงดูและเติบโตมากับคุณตาคุณยายของเขา เอลตันเข้าเรียนในโรงเรียนเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อเริ่มก้าวเข้าอายุ 17 ปี เอลตันก็เบนเข็มเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตัวเองทันที ด้วยการไม่เข้าสอบ A-Level (ระบบการศึกษาของอังฤษ เพื่อเตรียมความพร้อมกันเข้ามหาวิทยาลัย) เพื่อเข้าไปทำงานเพลงอย่างจริงจัง
เอลตันได้อิทธิพลการรักดนตรีมาจากทั้งคุณพ่อและคุณแม่ โดยทั้งสองคนมักจะเล่นเครื่องดนตรีในงานสังสรรค์ของทหารอยู่เสมอ ในช่วงที่เอลตันยังเด็กเขาชอบเล่นเปียโนของคุณยายอยู่บ่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งคุณแม่ของเขาเดินมาเห็นเอลตันเล่นเพลง The Skater’s Waltz ซึ่งเป็นเพลงที่ยากมากสำหรับเด็กที่ไม่เคยผ่านการเรียนเปียโนมาก่อน ดังนั้นครอบครัวจึงตัดสินใจให้เขาเข้าเรียนเปียโนอย่างจริงจัง แน่นอนว่าทักษะการเล่นของเขาพัฒนารวดเร็วมาก ความเก่งในการเล่นเปียโนทำให้เอลตันได้รับโอกาสแสดงโชว์ในโรงเรียนหลายครั้ง
เอลตันมุ่งมั่นในการเป็นศิลปินมาก ๆ ถึงแม้ว่าคุณพ่อของเขาจะพยายามชักจูงให้ไปทำงานที่มั่นคง อย่างเช่น งานในธนาคาร แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเอลตันปักธงไว้ในใจว่ายังไงก็จะต้องเป็นศิลปินให้ได้

แต่ชีวิตของเอลตันก็เกิดการผันผวนอีกครั้งเมื่อคุณพ่อและคุณแม่ของเขาตัดสินใจหย่ากัน ทำให้เอลตันต้องย้ายไปอยู่กับทางฝั่งของคุณแม่และพ่อเลี้ยง ความโชคดีของเอลตันคือทั้งสองคนสนับสนุนในความสามารถของเขา ซึ่งตรงนี้ทำให้เอลตันได้รับงานเล่นเปียโนตามผับ เมื่อเล่นไปสักพักหนึ่งเขาก็เริ่มรู้จักคนในวงการดนตรีมากขึ้น จนเกิดการฟอร์มวงชื่อว่า ‘Bluesology’ ได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังอย่าง Patti LaBelle and the Bluebelles หรือ Major Lance
เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงปี 1968 เอลตันก็ได้คอนเนคชันกับทางค่าย DJM และเริ่มเขียนเพลงให้กับศิลปินภายในค่ายหลายคน ทั้งนี้ด้วยเอลตันเป็นคนที่ร้องเพลงได้ดี ทางค่ายจึงเริ่มโปรเจคในการทำอัลบั้มให้กับเขา โดยซิงเกิลแรกที่ปล่อยออกมามีชื่อว่า ‘I’ve Been Loving You’ ในตอนนั้นเพลงยังไม่ได้เปรี้ยงอะไรมากมาย แต่ถ้าทางค่ายก็ยังคงดันต่อด้วยการปล่อยอัลบั้มแรกของเอลตันที่ชื่อว่า ‘Empty Sky’ โดยอัลบั้มนี้สามารถไต่ขึ้นชาร์ต Billboard 200 ได้ในอันดับที่ 4 และซิงเกิ้ลในอัลบั้มอย่าง ‘Border Song’ ก็ขึ้นไปอยู่ใน Top 100 ของ Billboard Hot 100 ได้สำเร็จ
เมื่อเอลตันเริ่มตีตลาดเพลงแตกทำให้ชื่อของตัวเองเป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรมเพลงทั้งฝั่งอังกฤษและอเมริกา ความดังของเอลตันเริ่มพุ่งเป็นกราฟสูง แต่ที่พีคจริง ๆ คือในปี 1973 เพราะเพลงฮิตระดับตำนานอย่าง ‘Crocodile Rock’ ขึ้นอันดับ 1 ในสหรัฐอเมริกา ถือเป็นเพลงแรกของเอลตันที่ขึ้นอับดับ 1 ได้
หลังจากนั้นไม่นานเพลงของเอลตันในอัลบั้ม ‘Goodbye Yellow Brick Road’ ก็ต่อแถวขึ้นอันดับ 1 แบบหน้ากระดาน เรียกว่าในยุคนั้นไม่มีใครสามารถหยุดความปังของเอลตันได้เลยจริง ๆ โดยถึงแม้ว่าจะผ่านไปนานนับหลายสิบปี แต่เขาก็ยังคงเป็นกระแส มีเพลงขึ้นชาร์ต และศิลปินมาแรงในยุคนี้ยังต้องการร่วมงานด้วยมากมาย อย่างเช่น Dua Lipa หรือ Ed Sheeran ซึ่งตรงนี้เป็นการการันตีได้เป็นอย่างดีว่าเอลตันคือศิลปินระดับตำนานที่ยังคงมีลมหายใจอยู่
ต่อไปเรามีดูผลงานเพลงดัง ๆ ของเอลตัน จอห์น กันครับ
1. Your Song
| แนวเพลง | Traditional pop และ soft rock |
| ค่ายเพลง | Uni และ DJM |
| ผู้แต่งเพลง | Elton John และ Bernie Taupin |
| โปรดิวเซอร์ | Gus Dudgeon |
| เพลงในปี | 1970 |
‘Your Song’ เป็นอีกหนึ่งเพลงซึ้ง ๆ ที่ร้องคลอไปกับเปียโนเพราะ ๆ ตามสไตล์ Elton โดยทาง Rolling Stone ได้ยกให้เพลงนี้คือเพลงที่ดีที่สุดตลอดกาลในอันดับ 137 และทาง Grammy ก็บรรจุเพลงนี้ลงไปในลิสต์เพลง Hall of Fame ด้วยจังหวะของเพลงช้าและเนื้อหาที่กินใจทำให้เพลงนี้ประสบความสำเร็จระดับนานาชาติ เป็นเพลงระดับ Iconic ที่ทำให้ทุกคนรู้จักเอลตันมากขึ้น ถึงแม้ว่าในแง่ของชาร์ตจะไม่ได้ประสบความสำเร็จมากที่สุด แต่ในแง่ของความ Deep ในเนื้อหาเพลงและดนตรี เพลงนี้คือสุดยอดของเพลงกินใจอีกเพลงหนึ่ง
2. Sorry Seems To Be The Hardest Word
| แนวเพลง | Pop |
| ค่ายเพลง | Rocket และ MCA |
| ผู้แต่งเพลง | Elton John และ Bernie Taupin |
| โปรดิวเซอร์ | Gus Dudgeon |
| เพลงในปี | 1976 |
เพลงนี้มาในสไตล์เพลงบัลลาดพูดถึงเรื่องของการอกหัก โดยดนตรีจะเป็น Pop ช้า ๆ ถ้าหากฟังในช่วงอกหักคงเรียกน้ำตาให้สาวโสดหนุ่มโสดอยู่พอสมควร อีกอย่างหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของเพลงนี้คือคอรัสและดนตรีที่ทำออกมาได้อย่างประณีต ไม่ว่าฟังกี่ครั้งก็รู้สึกว่าเพราะและลงตัว ยิ่งเสียงของเอลตันที่นุ่มลึกอยู่แล้วก็ทำให้ยิ่งอินเข้าไปใหญ่ ซึ่งความเพราะตรงนี้ทำให้เพลงพุ่งทะยานไปแตะในอันดับ 6 บนชาร์จ Billboard Hot 100 และเป็นหนึ่งในเพลงที่เพราะที่สุดของยุค 70 ไปจนถึงต้น ๆ ปี 2000 เลยทีเดียว
3. Candle in the Wind 1997
| แนวเพลง | Pop rock |
| ค่ายเพลง | Rocket และ A&M |
| ผู้แต่งเพลง | Elton John และ Bernie Taupin |
| โปรดิวเซอร์ | George Martin |
| เพลงในปี | 1997 |
เบื้องหลังขอเพลงนี้คือ เอลตันได้แต่งเนื้อร้องให้กับเจ้าหญิงไดอาน่าซึ่งทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทกัน ด้วยการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาอย่างจริงใจและเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชาวอังกฤษและชาวโลก ถึงแม้ว่าดนตรีจะมีเพียงแค่เปียโนเล่นคลอไปพร้อมกับเสียงหล่อ ๆ ทุ้ม ๆ ของเอลตัน แต่เนื้อเพลงและความจริงใจที่ใส่ลงไปในงานศิลปะชิ้นนี้ทำให้ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็ตราตรึงใจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเปิดกี่ครั้งก็ยังคงซึ้งและคิดถึงเจ้าหญิงไดอาน่าอยู่ตลอด
4. That’s What Friends Are For
| แนวเพลง | Soul, pop, soft rock และ adult contemporary |
| ค่ายเพลง | Arista |
| ผู้แต่งเพลง | Burt Bacharach และ Carole Bayer Sager |
| โปรดิวเซอร์ | Burt Bacharach และ Carole Bayer Sager |
| เพลงในปี | 1985 |
‘That’s What Friends Are For’ เป็นการร่วมงานของศิลปินดังในอเมริกายุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น Stevie Wonder, Dionne Warwick, Gladys Knight และ Elton John โดยเพลงนี้มาในสไตล์เพลงช้าฟังสบาย ๆ และด้วยเสียงและเทคนิคการร้องที่ทรงพลัง ทำให้เพลงนี้อิมแพ็คเข้าไปอยู่ในใจของใครหลายคน ทั้งขึ้นอันดับ 1 และกวาดรางวัล Grammy Awards มาถึง 2 สาขา นอกจากนี้ยังถูกให้เป็นเพลงที่ดีที่สุดตลอดกาลในอันดับที่ 75 อีกด้วย หากใครอยากเติมความอบอุ่นและฟิลลิ่งดี ๆ เพลงนี้ตอบโจทย์มาก
5. Don’t Go Breaking My Heart
| แนวเพลง | House disco |
| ค่ายเพลง | Rocket และ MCA |
| ผู้แต่งเพลง | Elton John และ Bernie Taupin |
| โปรดิวเซอร์ | Gus Dudgeon |
| เพลงในปี | 1976 |
‘Don’t Go Breaking My Heart’ มาในดนตรีสไตล์ของ House Disco ซึ่งดนตรีสายนี้ฮิตมากในช่วงยุค 70’s มีความสนุกอยู่ในตัว ฟังกี่ครั้งก็ไม่น่าเบื่อ ทั้งนี้การดึง Kiki Dee เข้ามาก็เป็นอะไรที่ลงตัวมาก เพราะเสียงของทั้งคู่เบลนเข้ากันได้ดี ทำให้การร้องประสานเพราะมาก ๆ ถึงแม้ว่าเพลงจะไม่ได้หวือหวาอะไรมากมาย แต่ฟังแล้วรู้สึกสบายและมีเสน่ห์อยู่ในตัว ต้องให้เครดิตกับนักร้องทั้งสองคนที่ร้องและสื่อสารเพลงออกมาได้อย่างดีเพอร์เฟค
6. Island Girl
| แนวเพลง | Electronic, Rock และ Pop |
| ค่ายเพลง | MCA และ DJM |
| ผู้แต่งเพลง | Elton John และ Bernie Taupin |
| โปรดิวเซอร์ | Gus Dudgeon |
| เพลงในปี | 1975 |
‘Island Girl’ ทำยอดขายได้มากกว่า 1 ล้านก็อปปี้ในสหรัฐอเมริกา ทั้งยังขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตเพลงได้นานถึง 3 สัปดาห์ โดยไฮไลท์ของเพลงนี้คงหนีไม้พ้นในเรื่องของความโมเดิร์นทางด้านดนตรีและบีท ที่ในตอนนั้นการใช้ดนตรีอิเล็กโทรผสมกับร็อกถือว่าค่อนข้างเก๋ ทำให้หลายคนฟังกันได้ไม่มีเบื่อ ในคลับหรืองานปาร์ตี้จะต้องเปิดเพลงนี้ในช่วงไนท์ไทม์แทบทุกที่
7. Crocodile Rock
| แนวเพลง | Rock and roll, glam rock และ pop rock |
| ค่ายเพลง | DJM และ MCA |
| ผู้แต่งเพลง | Elton John และ Bernie Taupin |
| โปรดิวเซอร์ | Gus Dudgeon |
| เพลงในปี | 1972 |
‘Crocodile Rock’ น่าจะเป็นอีกเพลงหนึ่งที่ทำให้หลายคนรู้จักเอลตันมากขึ้น เพราะเพลงนี้ถือว่าเป็นเพลงฮิตเพลงแรก ๆ ของเขาเลยทีเดียว โดยดนตรีจะเป็นสายร็อกฟังแล้วเร้าใจ แต่ก็ยังคงเข้าถึงได้ง่ายเนื่องจากทางเอลตันเลือกใส่ดนตรีป๊อปเข้าไป ดังนั้นฟิลลิ่งของเพลงจะได้ความมันส์เร้าใจจากร็อก แต่ยังคงความกลมกล่อมด้วยดนตรีป๊อป หากใครอยากสร้างมู้ดสนุก ๆ หรือหาเพลงวินเทจสายร็อกฟังกับเพื่อน ๆ แนะนำเลยว่าเพลงนี้ดีมาก..
8. Bennie And The Jets
| แนวเพลง | Glam rock |
| ค่ายเพลง | DJM และ MCA |
| ผู้แต่งเพลง | Elton John และ Bernie Taupin |
| โปรดิวเซอร์ | Gus Dudgeon |
| เพลงในปี | 1974 |
อีกหนึ่งเพลงของเอลตันที่ทาง Rolling Stone’s ยกให้ติดอันดับหนึ่งใน 500 เพลงที่ดีที่สุดตลอดกาล ด้วยดนตรี Glam Rock ซึ่งมีความเป็น Timeless ทำให้เพลงนี้คลาสสิก ไม่ว่าจะฟังยุคไหนก็ยังคงเพราะอยู่เสมอ ถ้าหากใครเกิดทันในช่วงที่เพลงนี้ปล่อยออกมา จะรู้เลยว่าเพลงนี้เปิดมากี่ครั้งจะต้องมีคนลุกขึ้นเต้นไปตามเพลง ถือเป็นผลงานระดับ Masterpiece ที่แม้แต่ทุกวันนี้ยังคงมีคนเปิดฟังกันเยอะมาก
9. Don’t Let The Sun Go Down On Me
| แนวเพลง | Piano Rock และ Soft Rock |
| ค่ายเพลง | MCA, DJM, Rocket และ Phonogram |
| ผู้แต่งเพลง | Elton John และ Bernie Taupin |
| โปรดิวเซอร์ | Gus Dudgeon |
| เพลงในปี | 1974 |
‘Don’t Let The Sun Go Down On Me’ เป็นเพลงจังหวะช้า ๆ ที่คลอไปด้วยเบสและเปียโนเพราะ ๆ จากการเล่นของเอลตัน ส่วนเสียงร้องของเอลตันก็ไม่ทำให้ผิดหวังอยู่แล้ว เสียงทุ่มหล่อเบลนเข้ากับดนตรีซึ้ง ๆ ได้แบบลงตัว ส่วนเนื้อหาของเพลงก็มีความลึกซึ้งและทุกคนต่างยกให้ว่าเป็นหนึ่งในเพลงที่เอลตันเขียนดีที่สุดตั้งแต่อยู่ในวงการเพลงมานับหลายสิบปี หากใครกำลังหาเพลงคลาสสิกช้า ๆ ฟังในวันหยุด รับรองเลยว่าต้องชอบเพลงนี้แน่นอน
10. Philadelphia Freedom
| แนวเพลง | Philly soul, pop และ disco |
| ค่ายเพลง | DJM และ MCA |
| ผู้แต่งเพลง | Elton John และ Bernie Taupin |
| โปรดิวเซอร์ | Gus Dudgeon |
| เพลงในปี | 1975 |
‘Philadelphia Freedom’ จะให้ความรู้สึกว่ามีความเป็น Fantacy อยู่ในเพลง เพราะดนตรีในเพลงได้ใส่วงออเคสตร้าเข้าไป ฟังแล้วจะรู้สึกล่องลอยเหมือนกับอยู่ในโลกจินตนาการ นอกจากนี้ยังมีการใส่ดนตรี Pop และ Disco เข้าไปให้เพลงสนุกยิ่งขึ้น ซึ่งความสนุกของเพลงสามารถดันให้เพลงไต่ไปถึงอันดับ 2 ใน Billboard Hot 100 ทั้งยังทำยอดขายได้กว่า 1+ ล้านยูนิตอีกด้วย