นักร้องสากลแต่ละคนจะมีดนตรีในแนวที่ตัวเองอย่างถนัด อย่างถ้าเป็นแนว Pop ก็จะมีศิลปินดังอย่าง Britney Spears, Lady Gaga, Ariana Grande, Madonna หรือนักร้องดังระดับตำนานอย่าง Michael Jackson ส่วนทางฝากของ R&B เองก็มีนักร้องชื่อดังและโดดเด่นไปไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน ไม่ว่าจะเป็น Mariah Carey, Beyonce, Justin Bieber, Bruno Mars รวมไปถึงคนที่เราจะมาพูดกันในวันนี้คือ ‘Jessie J (เจสซี เจ)’
เจสซี เจ ถือเป็นศิลปินดังของประเทศอังกฤษ ที่สามารถตีตลาดของเพลงอเมริกาได้ ซึ่งต้องยอมรับกันอย่างหนึ่งว่าการเติบโตและสร้างฐานแฟนคลับข้ามประเทศระหว่างอเมริกาและอังกฤษถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างจะยาก เพราะด้วยเทสการฟังเพลงและดนตรีของทั้งสองประเทศนั้นมีความแตกต่างกันอยู่ในระดับหนึ่ง ดังนั้นการที่จะทำให้แฟนเพลงเปิดใจยอมรับได้นั้นจะต้องใช้ความสามารถในการพิสูจนย์เยอะมาก
ถ้าให้ยกตัวอย่างศิลปินทางฝากของเกาะอังกฤษที่ทำลายกำแพงนี้ได้ก็คงจะมี Adele, Sam Smith, Lorde, Ed Sheeran และ ‘Jessie J’ เพราะด้วยเสียงอันทรงพลัง, ความสามารถในการเขียนเพลง และความยูนีคซึ่งยากที่จะก็อปปี้ เป็นองค์ประกอบที่ทำให้เธอเข้าไปอยู่ในใจของแฟนเพลงของสองประเทศยักษ์ใหญ่และทั่วโลก ทั้งนี้เพื่อให้แฟนเพลงหรือคนที่อยากรู้จักเธอมากยิ่งขึ้น ผมก็เลยถือโอกาสมาเขียนบทความเกี่ยวกับ ‘เปิดประวัติ และผลงานเพลงของ Jessie J’ มาฝากกันครับ
ประวัติของ Jessie J (เจสซี เจ)
Jessie J หรือ ‘Jessica Ellen Cornish’ เกิดในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ โดยเจสซี เจในวัยเด็กถือเป็นเด็กผู้หญิงทั่วไปที่เรียนในโรงเรียน และไม่ได้มีความโดดเด่นในด้านใดด้านหนึ่ง ผลคะแนนของการสอบในแต่ละครั้งก็เพียงแค่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน มิหนำซ้ำเธอยังบอกอีกว่าในทุกการสอบนั้นเธอไม่ได้ใช้ความคิดหรือสติปัญญาที่เธอมีในการทำข้อสอบเลยแม้แต่น้อย แตกต่างออกไปจากพี่สาวทั้ง 2 คน ซึ่งโดดเด่นในด้านของการเรียนและยังเป็นหัวหน้าห้องที่มีแต่คนรู้จักและเลื่องชื่อในเรื่องของความเก่ง
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเจสซี เจ จะไม่ได้โดดเด่นในด้านการเรียนอะไรมากมาย แต่สิ่งหนึ่งที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิดคือการร้องเพลง และเจสซี เจเองก็รู้ดีว่าในทุกโชว์และทุกการแสดงเธอสามารถทำออกมาได้ดีอยู่เสมอ ซึ่งเหตุผลนี้ทำให้เธอตัดสินใจเข้าไปเรียน Arts School หรือโรงเรียนที่สอนเกี่ยวกับศิลปะ, ดนตรี และการแสดงโดยตรง จากนั้นเธอก็เริ่มไปแคสงานแสดงและโรงละครดนตรีมากมาย
ด้วยเสียงอันเป็นเอกลักษณ์และเทคนิคการร้องซึ่งเกินอายุ ทำให้เจสซีชนะรางวัล ‘นักร้องป๊อปยอดเยี่ยม’ ตั้งแต่อายุเพียง 15 ปี จากนั้นเธอก็เข้าโรงเรียนดังอย่าง ‘BRIT School’ ที่ผลิตศิลปินมานักต่อนัก โดยความเซอร์ไพรส์คือเพื่อนร่วมรุ่นหรือเพื่อนร่วมคลาสของเธอในตอนนั้นมีทั้ง Adele และ Leona Lewis ซึ่งเป็นศิลปินดังระดับโลก ที่หลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี
ทั้งนี้เมื่อเธอจบจากโรงเรียน BRIT School ในปี 2006 เจสซีก็ได้จรดสัญญาเซ็นกับทางค่าย ‘Gut Records’ โดยทันที อย่างไรก็ดีอุปสรรคย่อมเกิดขึ้นเสมอกับศิลปินทุกคนก่อนที่จะประสบความสำเร็จ เพราะถึงแม้ว่าเธอจะทำอัลบั้มชุดแรกเสร็จแล้วเรียบร้อย แต่ทางค่ายกลับล้มละลายไปซะก่อน ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องผันตัวไปเป็นนักแต่งเพลงของทางค่าย ‘Sony ATV’ และก็แน่นอนว่าเธอประสบความสำเร็จในฐานะนักแต่งเพลงมาก โดยผลงานที่โดดเด่นและสร้างโปรไฟล์ให้กับเจสซีคือเพลง ‘Party in the U.S.A’ ของ Miley Cyrus ซึ่งทำยอดขายได้ดีและไต่ขึ้นชาร์ตเพลงในอเมริกาได้อย่างสวยหรู
แม้ว่าเส้นทางการเป็นนักแต่งเพลงจะค่อนข้างสวย แต่ความฝันในอยากจะเป็นนักร้องโซโลยังคงเป็นสิ่งที่เธอตามหา จนมาถึงวันหนึ่งที่โชคชะตาเริ่มเข้าข้าง เมื่อเธอได้ตัดสินใจร้อง Cover เพลงลงใน Youtube และเข้าไปตากับผู้บริหารของทางค่าย ‘Lava Records’ ในที่สุดทางค่ายก็ดีลและเซ็นสัญญากับเธอได้สำเร็จ หลังจากนั้นเธอก็เริ่มทำอัลบั้มในทันที ไม่นานนักอัลบั้มที่เปิดศักราชให้เธอดังเป็นพลุแตกทั้งในอังกฤษและอเมริกาคือ ‘Who You Are’
โดยเพลงภายในอัลบั้มก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพลงฮิตที่หลายคนน่าจะรู้จักกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น Price Tag, Nobody’s Perfect, Domino หรือ Do It Like a Dude ซึ่งทำให้เธอเข้าสู่การเป็นศิลปินเดี่ยวเต็มตัวและประสบความสำเร็จมากคนหนึ่งของวงการ จนในทุกวันนี้เพลงของเธอที่ปล่อยออกมาตั้งแต่ในช่วง 2010 – 2012 ยังคงถูกปล่อยอยู่ในวิทยุและมีคนมากมายที่นำไป Cover และประกวดร้องเพลงตามเวทีประกวดชื่อดัง อีกทั้งตัวเจซี เจเองก็ยังคงมีผลงานและคอนเสิร์ตทั่วโลกแบบไม่ขาดสาย
1. Price Tag ft. B.o.B

| แนวเพลง | R&B |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Lava และ Island |
| ผู้แต่งเพลง | Jessica Cornish, Lukasz Gottwald, Claude Kelly และ Bobby Ray Simmons Jr. |
| โปรดิวเซอร์ | Dr. Luke |
| เพลงในปี | 2011 |
‘Price Tag’ น่าจะเป็นเพลงที่ทำให้ใครหลายคนรู้จัก ‘Jessie J’ เพราะกระแสของเพลงในปี 2011 ถือว่าดีมากทั้งฝั่งเกาะอังกฤษและอเมริกา โดยความพิเศษของเพลงจะอยู่ที่จังหวะของบีท ซึ่งมีความเป็นเรกกี้ค่อนข้างสูง ทำให้ตัวเพลงมีความสนุกและสัมผัสได้ถึงความ ‘Feeling Good’ หรือไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็รู้สึกดีอยู่ตลอด อีกทั้งเนื้อหาของเพลงก็ค่อนข้างจะเข้ากับสถานการณ์ของโลกในทุกยุคทุกสมัย ที่ความสุขไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเสมอไป แต่เราสามารถหาความสุขกับสิ่งรอบข้างได้มากมาย นอกจากนี้ที่ไม่พูดถึงก็คงไม่ได้คือเทคนิคการร้องของเจสซีที่มาในสไตล์ R&B สามารถแมตช์เข้ากับบีทแบบลงตั๊ว..ลงตัว เหมือนอาหารทะเลที่ต้องรับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด
2. Do It Like A Dude

| แนวเพลง | R&B |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Lava และ Island |
| ผู้แต่งเพลง | Jessica Cornish, George Astasio, Jason Pebworth, Jon Shave, Kyle Abrahams และ Peter Ighile |
| โปรดิวเซอร์ | The Invisible และ Men Parker & James |
| เพลงในปี | 2010 |
เพลงที่ผสมผสานดนตรีได้แบบลงตัวที่สุดของเจสซี ผมขอยกให้กับ ‘Do It Like A Dude’ เพราะดนตรีในช่วงแรกจะเปิดมาด้วยความเป็นร็อก แต่เมื่อฟังต่อไปเรื่อย ๆ บีทของเพลงจะเริ่มเปลี่ยนเป็น Hip-hop ซึ่ง Transition หรือการเชื่อมดนตรีนั้นทำออกมาได้เพอร์เฟค ไม่รู้สึกขัดหูแต่อย่างใด ทั้งนี้ความเป็น Rock และ Hip-hop นั้นจะมีความดุเดือดอยู่ในตัวสูงอยู่แล้ว ในขณะที่เสียงของเจสซีเองก็ถูกจัดอยู่ในนักร้องสาย Powerful ซึ่งมันเบลนกันได้กลมกล่อมอยู่แล้ว ดังนั้นคุณภาพของเพลงที่ออกมาก็ถือว่าดีมาก และไม่แปลกใจว่าทำไมถึงสามารถขึ้นอันดับ 2 บนชาร์ตเพลงของอังกฤษได้แบบไร้ข้อกังขา
3. Bang Bang With Ariana Grande & Nicki Minaj

| แนวเพลง | Pop และ pop soul |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Lava และ Island |
| ผู้แต่งเพลง | Max Martin, Savan Kotecha, Rickard Göransson, Onika Maraj และ Ariana Grande |
| โปรดิวเซอร์ | Max Martin, Rickard Göransson และ Ilya |
| เพลงในปี | 2014 |
หลังจาก ‘Bang Bang’ ได้ปล่อยลงวิทยุและสื่อต่าง ๆ ต้องบอกว่ามันเป็นอะไรที่ ‘Talk of The Town’ มาก เพราะทั้ง Jessie J, Nicki Minaj และ Ariana Grande ถือเป็นศิลปินซึ่งกำลังอยู่ในกระแส โดยการร่วมงานของศิลปินบิ๊กเนมกว่า 3 ชีวิตถือว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ค่อนข้างยาก (ณ ตอนนั้น) โดยถึงแม้ว่าเครดิตของศิลปินในเพลงจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เพลงเกิดกระแส
แต่หากมองลงไปในดีเทลของคุณภาพเพลงก็ต้องยอมรับว่าตัวเพลงเองก็ดีไม่แพ้ไปกว่าความปังของศิลปิน เพราะการเปิดเพลงด้วยเสียง ‘Clap’ หรือเสียงปรบมือทำให้ดึงดูดความสนใจได้ทันที นอกจากนี้ดนตรีที่ใช้จะเป็น Pop Soul ที่ปราณีตและรังสรรค์ดนตรีด้วยโปรดิวเซอร์คนเก่งอย่าง Max Martin ในขณะเดียวกันเทคนิคการร้องของเจสซีกับอารีอานาก็ฟังได้เพลิน และยังมีการเพิ่มความแซ่บด้วยการแรปของนิกกี้ ที่บอกได้เลยว่าฟังครั้งเดียวยังไงก็ไม่พอ
4. Domino

| แนวเพลง | Electropop, dance-pop และ pop rock |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Lava และ Universal Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Jessica Cornish, Lukasz Gottwald, Claude Kelly, Max Martin และ Henry Walter |
| โปรดิวเซอร์ | Dr. Luke และ Cirkut |
| เพลงในปี | 2011 |
ถึงแม้ว่าเพลงนี้จะผ่านไปนานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ดนตรีของเพลงซึ่งเป็น Electropop ยังคงมีความทันสมัยและทำให้ตัวเพลง ‘Timeless’ และคลาสสิกอยู่เสมอ ทั้งนี้เนื้อหาของเพลงจะมีความโรแมนซ์ บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการตกหลุมรักใครสักคนหนึ่งจนถอนตัวแทบไม่ขึ้น ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เมื่อมีเขาอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งเนื้อหาค่อนข้างจะน่ารัก (ให้ฟีลลิ่งเหมือนกับ ฟังเพลงของ Katy Perry เล็กน้อย) โดยถ้าหากเพลงนี้อยู่ในมือของศิลปินคนอื่น Quality ของเพลงก็อาจจะดี เพราะด้วยดนตรีที่ดีและทันสมัย แต่การเติมเต็มด้วยการพลังเสียงและเทคนิคการร้องเหนือมนุษย์ของเจสซีลงไปก็ทำให้เพลงนี้ยกระดับไปอีกขั้น ถึงขั้นที่ผมขอยกให้เป็นผลงาน Masterpiece ไม่ว่าจะฟังกี่ครั้งก็ต้องเต้นและยิ้มตามเสมอ
5. It’s My Party

| แนวเพลง | Pop |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Lava และ Universal Island |
| ผู้แต่งเพลง | Jessica Cornish, Claude Kelly, John Larderi และ Colin Norman |
| โปรดิวเซอร์ | John Larderi และ Claude Kelly |
| เพลงในปี | 2013 |
สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดแข็งของเจสซีคือทุกเพลงของเธอล้วนแล้วแต่ซัพพอร์ตและให้ข้อคิดกับแฟนเพลงอยู่เสมอ อย่างเพลง ‘It’s My Party’ ที่เธอลงมือเขียนเพลงเพื่อบอกเราเรื่องราวเกี่ยวกับความเกลียดชังจากผู้อื่นหรือศัพท์ที่คุ้นหูอย่าง ‘Hater’ แน่นอนว่ากลุ่มคนเหล่านั้นอาจจะพูดร้ายใส่คุณอยู่เสมอ แต่ถ้าหากคุณ Ignore หรือไม่แคร์คำเหล่านั้น มันก็จะดีต่อตัวเองและชีวิตของคุณจะมีความสุขยิ่งขึ้น ซึ่งเนื้อหาของเพลงน่าจะตรงกับชีวิตของใครหลายคนจนทำให้เพลงสามารถไต่ชาร์ตขึ้นมาสูงถึงอันดับที่ 3 ในประเทศอังกฤษ หากใครที่กำลังรู้สึกแย่หรือตกอยู่ในสถานการณ์แบบเดียวกับ Jessie เพลงนี้จะช่วยฮีลหัวใจของคุณได้ไม่มากก็น้อย
6. Wild ft. Big Sean & Dizzee Rascal

| แนวเพลง | Dance-pop |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Lava และ Universal Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Jessica Cornish, Joshua Coleman, Claude Kelly, Dylan Mills และ Sean Anderson |
| โปรดิวเซอร์ | Ammo |
| เพลงในปี | 2013 |
‘Wild’ อาจจะไม่ใช่เพลงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในผลงานทั้งหมดของเจสซี เรียกได้ว่าจัดอยู่ในเพลง ‘Underrated’ หรือเพลงซึ่งควรจะดังได้มากกว่านี้ แต่เหตุผลที่อยากมาแนะนำกันในบทความนี้เพราะด้วยดนตรี Dance-pop และการร้องของเจสซี่รวมไปถึงศิลปินที่มา Collab ทั้ง Big Sean และ Dizzee Rascal สามารถที่จะเบลนเข้ากับเพลงได้ดีมาก ซึ่งตรงนี้อาจจะต้องให้เครดิตโปรดิวเซอร์อย่าง Ammo ที่จัดเรียงส่วนผสมของเพลงออกมาได้กลมกล่อม เหมือนกับต้มยำกุ้งที่จะมีทั้งความเค็ม, เปรี้ยว, หวาน และเผ็ดร้อนในตัว หากใครอยากรู้ว่า “เพลงดี” เป็นแบบไหน แนะนำเลยครับว่า ‘Wild’ ให้คำตอบได้อย่างแน่นอน
7. Laserlight ft. David Guetta

| แนวเพลง | Dance-pop, Eurodance และ house |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Lava และ Universal Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Jessica Cornish, The Invisible Men, David Guetta, Giorgio Tuinfort และ Frédéric Riesterer |
| โปรดิวเซอร์ | David Guetta, Giorgio Tuinfort และ Frédéric Riesterer |
| เพลงในปี | 2012 |
‘Laserlight’ เป็นการร่วมงานกันระหว่างเจสซีและดีเจชื่อดังอย่าง ‘David Guetta’ ซึ่งในช่วงนั้น David ถือเป็นโปรดิวเซอร์ที่กำลังมาแรง เพราะเขาได้ทำเพลงดังออกมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น Titanium หรือ Without You ทั้งนี้การมาร่วมงานกับเจสซี่ในเพลงนี้ก็ถือว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจว่า David จะทำดนตรีออกอย่างไรให้เหมาะกับเสียง Powerful ของเจสซี ซึ่งผลลัพธ์ที่ปล่อยออกมาก็ค่อนข้างน่าประทับใจครับ เพราะดนตรีจะเป็น Eurodance เหมาะมากสำหรับการเปิดใน Night Club หรือปาร์ตี้ สามารถฟังไปได้ยาว ๆ และโยกไปพร้อมกับจังหวะเพลงได้ในทุกครั้งที่ฟัง
8. Who You Are

| แนวเพลง | Soft rock |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Lava และ Island |
| ผู้แต่งเพลง | Jessica Cornish, Toby Gad และ Shelly Peiken |
| โปรดิวเซอร์ | Toby Gad |
| เพลงในปี | 2011 |
ในยุคที่ Social Media เข้ามามีบทบาทในชีวิตค่อนข้างเยอะ ทำคนเราเกิดการเปรียบเทียบได้อยู่เสมอ ซึ่งจุดนี้ละครับซึ่งจะทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเองหรือสูญเสียความเป็นตัวตน โดยปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะบุคคลทั่วไปเท่านั้น แต่ศิลปินดังอย่างเจสซีเองก็ประสบเจอกับปัญหาทางด้านจิตใจเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ดังนั้นเธอจึงเขียนเพลง ‘Who You Are’ ขึ้นมาเพื่อเตือนสติและบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง อีกทั้งยังให้แรงบันดาลใจกับใครหลายคนได้ก้าวเดินต่อไปและเป็นจริงใจต่อตัวเองมากขึ้น ซึ่งไม่ว่าจะเปิดฟังกี่ครั้งก็สัมผัสได้ถึงความเรียล ส่วนดนตรี Soft Rock ก็ทำให้เพลง Deep และลึกซึ้งมากกว่าเดิม ถือว่าเป็นเพลง Empowering ให้ใครหลายคนได้ดีเลยทีเดียว
9. Nobody’s Perfect

| แนวเพลง | R&B |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Lava และ Island |
| ผู้แต่งเพลง | Jessica Cornish, Claude Kelly และ Andre Brissett |
| โปรดิวเซอร์ | Andre Brissett และ Claude Kelly |
| เพลงในปี | 2011 |
เบื้องหลังของเพลง ‘Nobody’s Perfect’ ค่อนข้างน่าสนใจครับ เพราะเนื้อเพลงได้ถูกเขียนตั้งแต่เธอมีอายุเพียงแค่ 17 ปีเท่านั้น ดังนั้นจุดเด่นของตัวเพลงจะอยู่ที่ความเรียลแบบไม่มีการปรุงแต่งหรือในศัพท์ทางดนตรีจะเรียกว่า real-sounding ซึ่งตรงนี้ละครับคือเสน่ห์และความยูนีคของเพลง ในขณะเดียวกันการร้องในสไตล์ R&B ก็เป็นอะไรที่เข้าทางกับเธออยู่แล้ว ดังนั้นหากพูดถึงองค์รวมของตัวเพลงก็บอกได้เลยว่าทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม
แน่นอนว่าเสียงอันทรงพลังของเจสซี่คงเป็นอะไรที่หลายคนคุ้นชินในความสามารถตรงนี้อยู่แล้ว แต่หากมองลึกไปให้มากกว่านั้น เจสซีก็ถือเป็นศิลปินคนหนึ่งซึ่งพยายามจะสะท้อนสังคมอยู่เสมอ โดยเฉพาะเพลงนี้ ‘Nobody’s Perfect’ ที่เธอพยายามสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจว่าความเพอร์เฟคไม่มีอยู่จริงบนโลก ดังนั้นจงภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองมี
10. Flashlight

| แนวเพลง | Pop |
|---|---|
| ค่ายเพลง | Republic |
| ผู้แต่งเพลง | Sia Furler, Aaron Broome, Jason Moore และ Sam Smith |
| โปรดิวเซอร์ | Aaron Broome และ Kuk Harrell |
| เพลงในปี | 2015 |
‘Flashlight’ เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ค่อนข้างไวรัลในปี 2015 เพราะด้วยตัวเพลงที่ทำออกมาในแนว Pop แบบ Easy Listening นอกจากที่จะฟังง่ายแล้วยังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของเนื้อเพลง ซึ่งก็แปลกใจเท่าไหร่ครับที่เพลงออกมาได้ดีขนาดนี้ เพราะเบื้องหลังของการเขียนเพลงนั้นมีศิลปินชื่อดังระดับโลกอย่าง Sia และ Sam Smith เข้ามาปรับแต่งให้เกิดความกลมกล่อม รวมไปถึงทีมโปรดิวเซอร์อย่าง Aaron และ Kuk เองก็ผ่านการทำเพลงอันโชกโชนมาหลายสิบปี ที่สำคัญเพลงนี้เป็นเพลงประกอบของภาพยนตร์ดังอย่าง ‘Pitch Perfect 2’ ทำให้เพลงสามารถไต่ขึ้นชาร์ตได้ทั้งในอังกฤษและอเมริกาเลยละครับ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ ‘เปิดประวัติ และผลงานเพลงของ Jessie J’ ผมหวังว่าถูกคนจะถูกใจและได้เพลงคุณภาพของเจสซีไปฟังเพื่อสร้างกำลังใจ และเข้มแข็งได้เหมือนกับเธอกันนะครับ ทั้งนี้เว็บไซต์ของเราไม่ได้มีเพียงแค่การแนะนำศิลปินเท่านั้น แต่เรายังมีเพลย์ลิสต์แจ่ม ๆ มากมาย ที่คัดสรรตามหมวดหมู่มาเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น เพลงสากลสำหรับคนโสด, เพลงสากลอกหัก, เพลงสากลคลาสสิก, เพลงรักวาเลนไทน์, เพลงรักสากล เพลงสากลแนวแอบชอบ, เพลงคริสมาสต์ หรือเพลงฮิตสากล 2021 ไว้สำหรับฟังในช่วงวันหยุดหรือวันสบาย ๆ เพื่อผ่อนคลายจิตใจ ถ้าหากใครสนใจก็เข้าไปเลือกเพลงกันได้ครับ