15 ขั้นตอนการแต่งหน้า สำหรับมือใหม่ฝึกสวย ควรทาอะไรก่อนหลัง

สารบัญ

สาว ๆ ที่เพิ่งเริ่มแต่งหน้า อาจจะต้องเผชิญกับคำถามที่ว่า ฉันควรลงเครื่องสำอางตัวไหนก่อนดี? แล้วตัวนี้ยังจำเป็นต้องลงอยู่ไหม? ฉันจะทำอย่างไรให้เครื่องสำอางเหล่านี้ติดทนนานที่สุด? หลาย ๆ คนยอมลงทุนซื้อเครื่องสำอางในราคาหลักพัน เพื่อต้องการให้ประสิทธิภาพออกมาที่ดีที่สุด แต่กลับพบว่ามันไม่ได้ช่วยให้คุณมีลุคการแต่งหน้าที่สวยสมบูรณ์แบบเลยแม้แต่น้อย สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพราะว่าคุณไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ บางทีคุณอาจจะลงเมคอัพที่ข้ามขั้นตอนไปก็ได้ ดังนั้นเพื่อช่วยให้คุณเข้าใจถึงหลักการแต่งหน้าอย่างง่าย ๆ เราได้รวบรวมทุกอย่างมาไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้ว ขอบอกเลยว่าเป็นขั้นตอนการแต่งหน้าที่เข้าใจง่ายที่สุด จะมีขั้นตอนไหนบ้างมาดูกันค่ะ

1. ล้างทำความสะอาดผิวหน้า

สำหรับใครที่ไม่ได้ตื่นเช้ามาอาบน้ำล้างหน้าแปรงฟันและแต่งหน้าทันที คุณควรทราบไว้ว่าการล้างทำความสะอาดผิวหน้าให้หมดจดก่อนแต่งหน้าก็เป็นขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากบางครั้งบนผิวหน้าของคุณก็ผลิตน้ำมันออกมาระหว่างวันมากเกินไป หากคุณลงเครื่องสำอางเลย ก็จะทำให้เครื่องสำอางไม่ติดทนนานได้ค่ะ อีกทั้งหากคุณใช้พวกฟองน้ำ พัฟแต่งหน้า หรือแปรงแต่งหน้า โดยที่ผิวหน้าไม่สะอาด ก็อาจจะเป็นต้นตอของวงจรการเกิดสิวได้อีกด้วย

การล้างหน้าก็เป็นการเปิดรูขุนขนและนำสิ่งสกปรกออก ไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย, ฝุ่น หรือน้ำมันบนใบหน้า ดังนั้นการล้างหน้าจึงช่วยทำให้ขั้นตอนการเตรียมผิวต่อไปมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้คุณรู้สึกตื่นตัวและสดชื่นไปในตัว

แนะนำให้ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง และการใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าก็ขึ้นอยู่กับปัญหาผิวหน้าของแต่ละคน ควรเลือกสูตรที่ตรงกับผิวคุณที่สุด อาทิเช่น ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสำหรับผิวบอบบาง, ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสำหรับผิวมัน, ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสำหรับผิวแห้ง และสุดท้ายเป็นผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสำหรับผิวผสม

2. เตรียมผิวด้วยโทนเนอร์ ก่อนลงสกินแคร์อื่น ๆ

ขั้นตอนนี้จะเป็นการลงโทนเนอร์ก่อนที่คุณเริ่มไปลงพวกสกินแคร์บำรุงผิวต่าง ๆ เพราะโทนเนอร์ที่ดีจะช่วยปรับความสมดุลของผิว ช่วยทำให้ผิวมีความชุ่มชื่นมากขึ้น และช่วยให้ผิวสามารถรับสารอาหารจากสกินแคร์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้นด้วย อีกทั้งยังเป็นตัวขจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วออก และเหมาะสำหรับใช้เช็กดูว่าคุณล้างหน้าได้สะอาดหมดจดแล้วหรือไม่? ดังนั้นโทนเนอร์จึงมีความสำคัญมาก ๆ หากคุณต้องการมั่นใจว่าสกินแคร์ต่าง ๆ ที่ซื้อจะเห็นผลได้อย่างเต็มที่ คุณจะต้องลงทุนกับโทนเนอร์ดี ๆ สักขวดด้วย และจะต้องใช้โทนเนอร์หลังล้างหน้าเสมอค่ะ ซึ่งการใช้โทนเนอร์ก็ควรใช้คู่กับสำสีที่ใช้เช็ดหน้าเฉพาะด้วยนะคะ

โทนเนอร์แต่ละประเภทก็จะขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าเช่นกันค่ะ ดังนั้นโปรดเลือกสูตรที่ตรงกับปัญหาของผิวหน้าของคุณที่สุด ไม่ว่าจะเป็น โทนเนอร์สำหรับผิวมัน, โทนเนอร์สำหรับผิวแห้ง หรือจะเป็นโทนเนอร์สำหรับผู้ชาย ก็มีการแบ่งแยกประเภทอย่างชัดเจน

3. ลงสกินแคร์บำรุงผิว เพื่อให้ผิวมีความชุ่มชื่น

ใครที่มีปัญหาผิวหน้าแห้งคุณจะต้องลงสกินแคร์บำรุงผิวก่อนแต่งหน้าเสมอ หรือแม้แต่ผู้ที่มีผิวผสมก็ต้องลงเช่นกัน เพราะในบางจุดที่ผิวแห้งมาก ๆ เมื่อเวลาผ่านไป 1-2 ชั่วโมง จะเกิดอาการเครื่องสำอางลอกเป็นคราบซึ่งดูไม่น่ามองอย่างยิ่ง เนื่องจากผิวหน้าบริเวณนั้นขาดน้ำมากเกินไป ในบางรายที่มีผิวหน้าแห้งมาก ๆ ก็ถึงขั้นมาส์กหน้าก่อนนอนข้ามคืนไปเลยหรืออาจจะใช้แผ่นมาส์กหน้าก่อนแต่งหน้าเพียงแค่ 5-10 นาที เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื่นมากที่สุด ซึ่งในบางครั้งสกินแคร์บำรุงผิวเหล่านี้ ก็ยังรวมถึงผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับผิวด้านอื่น ๆ ที่ต้องใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นประจำ อาทิเช่น ผู้ที่มีปัญหาสิวอย่างเจลแต้มสิวที่จะช่วยลดสิวอุดตัน หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวริ้วรอยก็อาจจะต้องลงพวกอายครีมและเซรั่มลดเลือนริ้วรอยร่วมด้วยค่ะ

สำหรับสกินแคร์บำรุงผิวที่มักใช้ลงก่อนแต่งหน้าในการเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว มักจะเป็นพวก มอยเจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวแห้ง, มอยเจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวมัน, มอยเจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวผสม และมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่ใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติเป็นต้น นอกจากนี้พวก น้ำตบ (เอสเซนส์) ก็เป็นอีกตัวที่ได้รับความนิยมสุด ๆ ในหมู่สาว ๆ เช่นกันค่ะ

4. ทาครีมกันแดด เพื่อปกป้องอันตรายจากรังสียูวี

สำหรับครีมกันแดดแล้วถือเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้เลยในปัจจุบันนี้ ไม่ว่าคุณจะแต่งหน้าหรือไม่ก็ตาม คุณจะต้องลงครีมกันแดดก่อนทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ซึ่งครีมกันแดดก็จะสามารถแบ่งออกเป็นประเภทใช้ทาตัวและแบบใช้ทาหน้า สำหรับครีมกันแดดที่ใช้ทาหน้านั้น ก็จะมีสูตรแแยกออกไปอีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ครีมกันแดดสําหรับคนเป็นสิว, ครีมกันแดดปรับผิวหน้าให้ขาวกระจ่างใส, ครีมกันแดดสำหรับผิวมัน, ครีมกันแดดสำหรับผิวบอบบาง รวมถึงครีมกันแดดผู้ชายด้วยนะคะ

แต่หากคุณใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ได้ออกไปเจอแสงแดดมากเท่าไหร่ อีกทั้งในสกินแคร์หรือรองพื้นของคุณก็สามารถกันแดดได้ด้วยในตัว ก็ไม่จำเป็นจำทางครีมกันแเดดก็ได้ค่ะ แต่แนะนำให้ควรมีค่า SPF อย่างน้อยเป็น SPF 30 ขึ้นไปนะคะ หากค่าของสกินแคร์หรือรองพื้นไม่ถึง SPF 30 ควรทาครีมกันแดดร่วมด้วยจะดีที่สุดค่ะ

5. ลงไพรเมอร์ สำหรับปรับสภาพผิวหน้าให้เรียบเนียน

ไพรเมอร์นั้นเป็นเครื่องสำอางที่ใช้สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าไม่เรียบเนียน ใครที่มีปัญหาหลุมสิวหรือรูขุมขนกว้าง ไพรเมอร์สามารถช่วยคุณอำพรางจุดบกพร่องตรงนี้ได้ไม่มากก็น้อยเลยค่ะ สำหรับคนที่มีหลุมสิวขนาดใหญ่หรือมีรูขุมขนที่มองเห็นชัดไพรเมอร์ก็จะช่วยให้ร่องรอยพวกนั้นแลดูเลือนลางขึ้น ซึ่งสามารถแยกประเภทออกเป็น ไพรเมอร์สำหรับผิวมัน, ไพรเมอร์สำหรับผิวแห้ง แนะนำให้ใช้ไพรเมอร์ในปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียวก็เพียงพอแล้วค่ะ หากใช้มากกว่านี้ในขั้นตอนลงรองพื้นจะทำให้เกลี่ยยากกว่าเดิม

6. ลงเมคอัพเบส เพื่อปรับสภาพสีผิว

เมคอัพเบสหรือที่สาว ๆ นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า “เบส” คือการปรับสีผิวจุดบกพร่องต่าง ๆ บนใบหน้าของเรา ด้วยการผสมสีลงไป ใครที่มีปัญหา รอยจากกดสิว, ขอบตาคล้ำ,​ สิวแดงที่เกิดใหม่ หรือริ้วรอยต่าง ๆ ก็ต้องลงเบสเพื่อปรับสภาพสีผิวก่อน คุณจะลงรองพื้นทีเดียวแล้วจบไม่ได้เด็ดขาด เพราะไม่เช่นนั้นมันเห็นจุดบกพร่องบนใบหน้าอยู่ดีค่ะ และนอกจากนี้เบสยังช่วยทำให้เครื่องสำอางตัวอื่น ๆ ที่ลงตามหลังติดทนนานยิ่งขึ้นด้วยนะคะ

สำหรับเบสแล้วมักจะมีเนื้อผลิตภัณฑ์แบบเหลว ๆ แต่ในบางครั้งแบรนด์เครื่องสำอางดัง ๆ หลายยี่ห้อก็มักจะผลิตไพรเมอร์และเบสมาในรูปแบบ 2 in 1 เรียกว่าไพรเมอร์ก็เหมือนเบสชนิดหนึ่งที่มีสีเลยค่ะ

  • เบสสีเขียว : ช่วยลดรอยสีแดงอย่าง รอยสิว หรือรอยเส้นเลือดที่เห็นชัดได้ดี
  • เบสสีม่วง : ช่วยทำให้หน้าสว่างกระจ่างใส ซึ่งเหมาะสำหรับทุกโทนสีผิว แต่ทั้งนี้ก็ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะเพราะอาจทำให้หน้าเทาได้
  • เบสสีเหลือง : จะคล้ายกับรองพื้น แต่สีมันจะไม่ออกไปทางโทนสีเนื้อนะคะ มักใช้ปรับผิวให้ดูสม่ำเสมอกว่าเดิม ช่วยลดรอยแดงได้ดีสำหรับคนผิวเหลือง
  • เบสสีพีช : เหมาะสำหรับคนที่มีปีญหาเกี่ยวกับดวงตา เช่นรอยคล้ำรอบดวงตา
  • เบสสีชมพู : เป็นเบสสีที่สร้างมาเพื่อคนผิวขาวเท่านั้น เน้นให้ลุคออกมาดูเป็นธรรมชาติผิวสุขภาพดี ดูมีเลือดฝาดเฉย ๆ ค่ะ ไม่ได้ใช้ในการปกปิดจุกบกพร่องใด ๆ

7. รองพื้น / CC Cream / BB Cream / คุชชั่น

ไม่ว่าจะเป็นรองพื้น, ซีซีครีม, บีบีครีม  หรือ คุชชั่น ต่างก็มีหน้าที่ในการปกปิดรอยต่าง ๆ บนใบหน้าของคุณด้วยกันทั้งสิ้น แต่ระดับความสามารถของแต่ประเภทจะต่างกันออกไป ดังนี้

  • รองพื้น : ให้การปิดปกได้ดีที่สุด ออกแบบมาเพื่อแก้ไขความไม่สมบูรณ์ของผิว ระดับการปกปิดก็ขึ้นอยู่กับสูตร เนื้อรองพื้น และปริมาณการลงรองพื้นด้วย ซึ่งใครที่ต้องการการปกปิดแบบ Full Coverage จะต้องใช้รองพื้นเท่านั้น โดยจะต้องเลือกสูตรที่ตรงกับปัญหาของผิว อาทิเช่น รองพื้นสำหรับคนผิวแทน, รองพื้นกันน้ำ, รองพื้นสำหรับผิวเป็นสิว, รองพื้นสำหรับคนผิวหน้ามัน หรือ รองพื้นสำหรับคนผิวแห้ง
  • บีบีครีม : ใครที่ผิวแห้งจะเหมาะสำหรับ BB Cream แต่จะเน้นการปกปิดแบบธรรมชาติที่เบาบาง เหมาะจะใช้ในชีวิตประจำวันมากที่สุดค่ะ
  • ซีซีครีม : เป็นครีมที่ได้รับการปรับปรุงมาจาก BB Cream ซึ่งจะเหมาะสำหรับคนผิวมัน ทั้งยังให้การปกปิดที่สูงกว่า BB Cream โดยมีเนื้อครีมบางเบาและดูดซับได้เร็วกว่า
  • คุชชั่น : เหมือนพัฟแป้งทั่วไปแต่ภายในจะเป็นรองพื้นเนื้อบางเบาสูตรน้ำ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีปัญหาใด ๆ บนใบหน้า เอาไว้ใช้สำหรับเพิ่มความมั่นใจในการออกจากบ้านเฉย ๆ เพราะระดับการปกปิดนั้นน้อยมาก

ซึ่งการใช้รองพื้น, ซีซีครีม หรือ บีบีครีม คุณสามารถใช้เป็นฟองน้ำแต่งหน้าก็ได้ แปรงแต่งหน้าก็ได้ หรือใช้นิ้วเกลี่ยก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน แต่เน้นการเกลี่ยให้เรียบเนียนดูเป็นธรรมชาติก็พอค่ะ

8. คอนซีลเลอร์ ปกปิดรอยต่าง ๆ ให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

แน่นอนว่ารอยบางอย่างก็ใช้เพียงรองพื้นในการปกปิดไม่หมดจริง ๆ ดังนั้นคอนซีลเลอร์จึงถูกออกแบบมาให้จัดการกับปัญหาเหล่านี้ แต่เนื้อคอนซีลเลอร์นั้นก็มีหลายประเภทเช่นกัน ในกรณีที่เป็นคอนซีลเลอร์แบบเนื้อครีมหนัก ๆ จะต้องลงก่อนรองพื้น แต่หากเป็นคอนซีลเลอร์บางเบาแบบลิควิดจะต้องลงหลังรองพื้นค่ะ คุณสามารถแยกเนื้อคอนซีลเลอร์ได้ดังนี้

  • คอนซีลเลอร์แบบจิ้มจุ่ม/แบบปากกา ที่เป็นเนื้อลิควิด ใช้ลงหลังรองพื้น เหมาะสำหรับใช้แต้มเฉพาะจุดหรือจะใช้แบบปาดยาว ๆ ก็ได้ค่ะ เกลี่ยง่ายมากจึงเหมาะมือใหม่ที่สุด และโดยส่วนใหญ่แล้วคอนซีลเลอร์สำหรับผิวแห้งมักจะเป็นสูตรลิควิดทั้งหมดอีกด้วยนะคะ
  • คอนซีลเลอร์แบบตลับ/แบบแท่ง ที่เป็นเนื้อครีมหนักหรือเนื้อสติ๊ก ใช้ลงก่อนรองพื้น คอนซีลเลอร์แบบนี้มักมีเนื้อที่หนักและเม็ดสีแน่นมาก ให้การปกปิดแบบในขั้นสุด แต่ไม่ควรเอาไปใช้ในบริเวณใต้ดวงตา เพราะจะยิ่งทำให้ตกร่องกว่าเดิม

การใช้คอนซีลเลอร์ที่ดีที่สุดและให้ลุคที่เป็นธรรมชาติที่สุดคือการใช้นิ้วมือค่อย ๆ เกลี่ยจนเนื้อคอนซีลเลอร์เรียบเนียนไปกับผิวหน้า หากใครที่ถนัดใช้แปรงก็ทำได้เช่นกัน แต่ผลลัพธ์อาจจะเป็นเส้นตามขนแปรงได้ ดังนั้นต้องลงอย่างเบามือที่สุดค่ะ

9. ลงแป้งเก็บรายละเอียดงานผิว

การลงแป้งก็ต้องดูอีกว่าหน้าคุณตอนนี้แน่นพอหรือยัง เพราะบางคนลงรองพื้นแล้วยังต่อด้วยแป้งผสมรองพื้นเข้าไปอีก ก็อาจจะทำให้หน้าคุณเป็นคราบระหว่างวันได้ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของแต่ละคนด้วย เนื่องจากสาว ๆ บางคนก็สามารถลงรองพื้นแล้วตามแป้งผสมรองพื้นได้เลยเพื่อความแน่นของหน้าที่สมบูรณ์แบบ

แต่โดยส่วนใหญ่แล้วในชีวิตประจำวัน หากคุณลงรองพื้นแบบปกปิดเรียบร้อยแล้ว แนะนำเป็นแป้งฝุ่นคุมมันจะดีกว่าค่ะ จากนั้นก็คอยเช็กระหว่างวันเอา หากพบว่าหน้าเริ่มมันแล้วก็ใช้เป็นกระดาษซับมันหรือลงแป้งฝุ่นบาง ๆ ซ้ำอีกรอบก็พอ แต่จะต้องใช้กับแปรงแต่งหน้านะคะ จะใช้มือลูบ ๆ เอาเหมือนทาแป้งให้เด็กไม่ได้เด้อ

สำหรับแป้งผสมรองพื้นนั้นเหมาะสำหรับคนที่ใช้พวกรองพื้น, ซีซีครีม, บีบีครีม  หรือคุชชั่น แล้วยังปกปิดได้ไม่หมดอีก คุณอาจจะลงแป้งผสมรองพื้นทับลงไปได้ แต่แนะนำว่าหากไม่อยากให้หนักหน้าควรใช้เป็นแปรงแต่งแทนตัวพัฟจะที่ดีกว่าค่ะ จะให้ลุคที่ดูธรรมชาติมากกว่า ไม่ดูเป็นคราบ ไม่ดูหนาเกินไปด้วย

10. เขียนคิ้ว เพิ่มความมั่นใจ

“คิ้วคือมงกุฎของหน้า” ประโยคนี้ไม่ได้พูดเล่น ๆ นะคะ เพราะต่อให้คุณแต่งหน้าจัดเต็มแค่ไหนหรือต่อให้คุณไม่แต่งอะไรเลย แต่คิ้วก็ต้องมีบนใบหน้าเสมอ (จะมาเดินคิ้วโล้น ๆ ทั่วเมือง….ไม่ได้) อีกทั้งยังต้องศึกษารูปทรงของคิ้วที่เหมาะกับเราด้วย คุณคงเคยได้ยินเทรนด์การเขียนคิ้วตรง ๆ และเขียนให้ดูฟุ้ง ๆ หน่อย ไม่ต้องเก็บรายละเอียดมากมาย วิธีนี้จะช่วยทำให้หน้าดูเด็กลงได้ แต่ในบางครั้งคุณก็อาจจะไม่เหมาะสำหรับการเขียนแบบเทรนด์นี้เสมอไปนะคะ ดังนั้นก็ศึกษาเกี่ยวกับโครงหน้าของตัวเองให้ดี เมื่อรู้แล้วว่าตัวเหมาะกับคิ้วรูปทรงไหนจึงค่อยเลือกประเภทของที่เขียนคิ้วต่อไปได้ค่ะ

  • ดินสอเขียนคิ้ว บังคับทิศทางง่ายดาย ให้เส้นที่คมชัด เม็ดสีแน่น ทำให้คิ้วดูคมสวยสุด ๆ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเก็บรายละเอียดของโครงคิ้วให้เรียบร้อย
  • ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่น มักจะให้ลุคที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด มาในลักษณะแบบผงที่อัดแน่น นิยมใช้ในการเติมช่องว่างระหว่างขนคิ้วได้อย่างดีเยี่ยม สะดวกต่อการบังคับทิศ และยังลบออกง่ายอีกด้วย
  • ที่เขียนคิ้วแบบเจล มีเนื้อครีมนี้ติดทนนาน ทนน้ำทนเหงื่อมาก ๆ และต้องใช้คู่กับแปรงเสมอ เหมาะสำหรับงานที่ต้องการลุคสมบูรณ์แบบสุด ๆ

จากนั้นหากคุณต้องการความเป๊ะแบบขั้นสุด จะต้องตามด้วย มาสคาร่าคิ้วเพื่อช่วยเพิ่มสีคิ้วและเพิ่มทรงคิ้วให้สวยงามมากยิ่งขึ้น สาว ๆ ที่ชอบให้ขนคิ้วเป็นสีอ่อน ๆ ตามสีผมที่ย้อม จะต้องใช้มาสคาร่าคิ้วเท่านั้นค่ะ รับรองเอาอยู่จริง ๆ

11. แต่งเติมสีสันรอบดวงตา

การแต่งเติมสีสันรอบดวงตานั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความพึ่งพอใจของผู้แต่งหน้าด้วย บางคนก็ชอบให้ตาดูคมชัดและโฉบเฉี่ยว บางคนก็ชอบให้ตาดูกลมโตเป็นธรรมชาติ ดังนั้นก่อนจะรู้ว่าเราต้องการแต่งตาแบบไหน มาดูเครื่องสำอางที่ต้องใช้ในการแต่งตากันก่อนค่ะ

  • Eyeshadow Primer เพื่อให้สีอายแชโดว์เด่นชัดและติดทนนานกว่าเดิม
  • อายแชโดว์ มีทั้งอายแชโดว์แบบฝุ่นอัดแข็งและอายแชโดว์แบบครีม หากคุณต้องการลุคที่ดูเป็นธรรมชาติและเน้นใช้งานง่าย แนะนำเป็นอายแชโดว์แบบฝุ่นอัดแข็งดีกว่าค่ะ แต่ถ้าคุณอยากให้เม็ดสีดูเด่นชัดโดยไม่ต้องการทา Eyeshadow Primer ก่อน ก็เลือกใช้เป็นอายแชโดว์แบบครีมแทน แต่แบบนี้จะต้องอาศัยทักษะในการเกลี่ยเล็กน้อยนะคะ สำหรับสีของอายแชโดว์นั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณชอบลุคแบบไหนด้วย หากจะให้ใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย ก็ต้องเป็นโทนน้ำตาลออกนู้ด ๆ จะคุ้มค่าที่สุดค่ะ
  • อายไลเนอร์ จะช่วยทำให้ดวงตาของคุณดูกลมโตมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเขียนอายไลเนอร์แต่ละรูปทรงก็สร้างลุคที่ต่างกันไป หากชอบแบบธรรมชาติก็เขียนให้เส้นบาง ๆ หน่อย แต่ถ้าชอบแบบดูโฉบเฉี่ยวก็ต้องวาดให้เส้นตวัดขึ้นไปข้างบนค่ะ
  • ที่ดัดขนตา เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมาก ๆ มันจะช่วยทำให้ขนตาของคุณเด้งงอนงาม และส่งผลให้ดวงตาดูกลมโตมากยิ่งขึ้นไปอีก ทั้งนี้คุณไม่ควรปัดมาสคาร่าและตามด้วยการดัดขนตา เพราะจะทำให้ขนตาของคุณติดหนึบกับที่ดัดขนตาได้ (เตือนแล้วนะคะ)
  • มาสคาร่า ก็จะมีแยกเป็นแบบมาสคาร่าสีดำช่วยเพิ่มความยาวและความหนาให้ขนตาดูเป็นธรรมชาติ และมาสคาร่าใสเหมาะกับการจัดขนตาให้ดูสวยงามเฉย ๆ ใครที่ไม่ชอบแต่งหน้าและชอบอะไรที่ดูเป็นแบบธรรมชาติ ๆ จะเหมาะกับมาสคาร่าใสมากกว่าค่ะ
  • ขนตาปลอม จะช่วยเปลี่ยนรูปร่างดวงตาของคุณอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะหลายคนมีคนตาที่สั้นและไม่สวยงามปัดมาสคาร่าแล้วก็ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องพึ่งขนตาปลอมเท่านั้นค่ะ

เมื่อทราบถึงเครื่องสำอางสำหรับที่ใช้ในการแต่งตาแล้ว ก็ต้องมาดูว่าคุณต้องการจัดเต็มหรือต้องการแบบใช้ในชีวิตประจำวัน หากต้องการใช้ในประจำวัน ส่วนใหญ่มักใช้แค่ ที่ดัดขนตา→มาสคาร่า เท่านั้น แต่หากอยากขยับเลเวลขึ้นมาหน่อยจะเป็น อายแชโดว์→อายไลเนอร์→ดัดขนตา→มาสคาร่า แต่หากต้องการแบบจัดเต็มจริง ๆ ก็ต้อง Eyeshadow Primer→อายแชโดว์→ขนตาปลอม→อายไลเนอร์ เลยค่ะ

12 การลงคอนทัวร์และไฮไลท์เตอร์ สร้างมิติให้โครงหน้า

การลงคอนทัวร์หรือไฮไลท์เตอร์นั้นส่วนใหญ่สาว ๆ นิยมใช้เป็นแบบแป้งฝุ่นอัดแข็งกัน (หากเป็นเนื้อครีมก็ต้องลงก่อนขั้นตอนการลงแป้งนะคะ) สำหรับคอนทัวร์แล้วมันใช้ในการเน้นโครงสร้างของหน้าให้ชัดขึ้นด้วยการใช้เทคนิคของเงาเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นตรงกรอบหน้าหรือการสร้างจมูกให้ดูโด่งเหมือนทำมา ก็จะใช้คอนทัวร์ในขั้นตอนนี้ทั้งหมด

จากนั้นก็ตามด้วยไฮไลท์เตอร์ในการเล่นแสง สำหรับคอยเติมบริเวณที่ส่วนที่แสงจริง ๆ จะกระทบผิวหน้า อาทิเช่นโหนกแก้ม, คาง, สันจมูก และหน้าผาก เพื่อเน้นให้ผิวส่วนนั้นดูเด่นและดูชัดขึ้น นอกจากนี้แล้วยังแล้วจะช่วยทำให้ผิวของคุณดูโกลว์เป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วยนะคะ

13. ลงบลัชออน ช่วยทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีขึ้น

บลัชออนเอาไว้ใช้สำหรับแต่งแต้มพวงแก้มของคุณให้ดูสีสีนมากขึ้นกว่าเดิม อารมณ์แบบมีเลือดฝาดขึ้นมาดื้อ ๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ไม่ได้มีแต่บลัชออนสีชมพูแล้วเท่านั้น อย่างตอนนี้เทรนด์ที่มาแรงก็คงจะเป็น “บลัชออนสีส้มอิฐ” ที่ให้ความรู้สึกเหมือนผิวสาวบ่มแดดก็ไม่ปาน และนอกจากสีของบลัชออนแล้วประเภทเนื้อของบลัชออนก็มีหลากหลายแบบแล้วเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นบลัชออนเนื้อครีมที่สามารถใช้ทาได้มากกว่าพวงแก้ม เพราะจะใช้ในส่วนของเปลือกตาหรือริมฝีปากก็ได้ แต่บลัชออนเนื้อครีมนั้น มักจะเกลี่ยได้ยากกว่าแบบฝุ่นเล็กน้อยนะคะ ดังนั้นใครที่เป็นมือใหม่ก็แนะนำให้ใช้แบบแป้งฝุ่นอัดแข็งไปก่อนจะดีกว่า

14. ทาลิปสติก แต่งแต้มสีสันให้ริมฝีปาก

ขึ้นชื่อว่าลิปสติกแล้ว มีแท่งเดียวไม่เคยพอจริง ๆ ค่ะ เพราะลิปสติกกับสาว ๆ เป็นของคู่กัน ในบางโอกาสคุณต้องการความสวยเป๊ะทุกองศา และในวันคุณอาจจะแค่ต้องการแต่งแต้มสีสันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นที่มาว่าทำไมสาว ๆ ถึงมีลิปสติกแค่แท่งเดียวไม่ได้ นี่ยังไม่รวมถึงเฉดสีที่สามารถแบ่งออกเป็นร้อย ๆ เฉดด้วยนะคะ สำหรับใครที่อยากรู้ตัวเองเหมาะกับลิปสติกประเภทไหน เรามาดูกันค่ะ

  • ลิปทินท์ ให้สีที่เป็นธรรมชาติแก่ริมฝีปากและติดทนนานกว่าลิปสติกทั่วไป ไม่มีแวววาวเหมือนลิปกลอส สามารถแบ่งออกเป็น ลิปทินท์ลิควิด, ลิปทินท์เนื้อแมตต์, ลิปทินท์แบบเนื้อครีม และลิปทินท์แบบลอกออก
  • ลิปกลอส จะช่วยเติมความชุ่มชื่นของริมฝีปากให้ดูมีความชุ่มชื่น มีทั้งแบบลิปกลอสใสและลิปกลอสมีสี
  • ลิปมันเปลี่ยนสีหรือลิปบาล์ม เป็นลิปที่เหมาะสำหรับน้อง ๆ นักเรียนที่สุด เพราะช่วยให้ความชุ่มชื้นและปกป้องจากแสงแดดได้ แต่มีเม็ดสีที่ไม่เด่ดชัดเกินไป
  • ลิปสติกเนื้อแมตต์ มีความหนาแน่นของเม็ดสีสูงมาก ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่ยาวนาน เหมาะสำหรับทุกโอกาส บางครั้งถ้าริมฝีปากของคุณแห้งเกินไป อาจต้องทาลิปกลอสเพื่อให้ได้ลุคที่ชุ่มชื้นขึ้น
  • ดินสอเขียนขอบปาก หรือลิปไลเนอร์ (lip liner) ช่วยทำให้ริมฝีปากมีมิติมากกว่าการทาลิปสติกปกติ เพราะจะทำให้ดูเป็นกระจับมากกว่าเดิม และช่วยทำให้ปากดูอวบอิ่มขึ้นมาอีกด้วย

สำหรับใครที่มีแบรนด์ในดวงใจอยู่แล้ว เราก็มีบทความแบรนด์ดัง ๆ มาฝากด้วยนะคะ ลิปสติก YSL, ลิปสติก MAC, ลิปสติก L’Oréal และ ลิปสติก Maybelline

15. Setting Makeup Sprays ใช้ล็อคเมคอัพขั้นตอนสุดท้าย

เมคอัพเซ็ตติ้งเปรย์จะช่วยล็อคเมคอัพเครื่องสำอางของคุณทั้งหมดให้ติดทนนานมากยิ่งขึ้น ซึ่งมันจะทำให้ได้ลุคแบบ Dewy หรือแบบ Matte นั้นก็ขึ้นอยู่กับสูตรที่คุณเลือกด้วยนะคะ สำหรับสเปรย์แบบ Dewy จะตอบโจทย์มาก ถ้าคุณต้องการงานผิวดูโกลว์และมีสุขภาพดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสูตรที่มีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นอยู่ด้วย แต่เราไม่แนะนำสำหรับคนผิวมันนะคะ เพราะถ้าคนมีผิวมันเราแนะนำให้ใช้สเปรย์แบบ Matte ดีกว่า เพราะมีสมบัติช่วยควบคุมความมันบนใบหน้าและยังป้องกันไม่ให้เมคอัพเลอะอีกด้วย

แนะนำตอนที่ใช้ให้ถือสเปรย์เซ็ตเมคอัพห่างจากใบหน้าของคุณประมาณ 8-12 นิ้ว และควรฉีดพ่นเป็นรูปตัว X หรือรูปตัว T จากนั้นรอให้เมคอัพเซ็ตติ้งเปรย์เซตตัวและแห้งไปเอง วิธีนี้จะเป็นเหมือนการล็อคเมคอัพทั้งหมดในขั้นตอนสุดท้าย ให้เครื่องสำอางเหล่านั้นอยู่บนใบหน้าของคุณตลอดทั้งวัน

และนี่ก็คือ 15 ขั้นตอนในการแต่งหน้าสำหรับคนที่ยังไม่มีทักษะมากพอ คุณอาจจะไม่ต้องลงรายละเอียดให้ครบทั้ง 15 ขั้นตอนก็ได้ค่ะ เพราะบางคนก็ไม่ชอบแต่งตา หรือบางคนก็ไม่ชอบลงงานผิวหน้ามากเท่าไหร่ ดังนั้นบทความในวันนี้จึงเป็นเพียงไกด์ไลน์ให้คุณได้รู้ว่าการแต่งหน้าที่สมบูรณ์แบบสำหรับปัญหาของแต่ละคนนั้นควรจะลงอะไรก่อนหลัง และข้อเตือนใจสำหรับสาว ๆ หนุ่ม ๆ ที่ควรทราบไว้อีกอย่างก็คือ การแต่งหน้าเพียงเล็กน้อยหรือการลงแค่ครีมกันแดดก็ต้องใช้ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสําอางในการล้างทำความสะอาดหน้านะคะ ไม่ควรล้างด้วยโฟมล้างหน้าแค่อย่างเดียว เพราะอาจจะทำให้เกิดการอุดตันได้ และปัญหาที่ตามมาก็คือการเกิดสิวนั่นเองค่ะ ซึ่งผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสําอาง (Makeup Remover) นั้นก็มีมากมายหลากประเภทเลย ไม่ว่าจะเป็น คลีนซิ่งออยล์, คลีนซิ่งมิลค์, ไมเซลล่าวอเตอร์, Eye & Lip Remover หรือ แผ่นเช็ดเครื่องสำอาง

Mine Melody

Mine Melody

I am a graduate of Department of Computer Engineering Prince of Songkla University. I really enjoy writing and reviewing technology and women's products.

Next Post