กลับไปโรงเรียนในช่วงโควิด 19 ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร: สำหรับนักเรียน/นักศึกษา

ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า 1 กรกฎาคม 2563 นี้ จะเริ่มเปิดการเรียนการสอนในสถานศึกษาตามเดิม แต่ยังคงต้องระวังและยังคงต้องปรับตัวเพื่อความปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด 19 ไปด้วย ซึ่งจากบทความก่อนเราได้แนะนำ “วิธี ป้องกัน โควิด 19 ในโรงเรียน สถานศึกษา” รวมถึงการแนะนำ “เคล็ดลับที่จะช่วยคุณรับมือกับชีวิตในรูปแบบใหม่ (New Normal) หลังจากสถานการณ์ COVID-19 ดีขึ้น” ไปกันแล้ว วันนี้เราจะแนะนำวิธีปฏิบัติตัวสำหรับน้อง ๆ นักเรียน นักศึกษากันบ้างนะคะ ซึ่งรับรองได้เลยว่าน้อง ๆ จะสามารถกลับไปเรียนได้โดยที่ไม่ต้องตื่นตระหนก หวาดกลั่ว เจ้าโควิดอีกต่อไป 🙂

อาการของโควิด 19

การที่จะต้องอยู่ในกลุ่มคนแออัดจำนวนมาก ถือเป็นสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อโคโรน่าหรือโควิด 19 ดังนั้นหากทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแล ตัวเอง เพื่อน ๆ และผู้คนรอบข้างเกี่ยวกับอาการของโควิด ว่าใครมีแนวโน้มแสดงอาการใกล้เคียงกับโรคโควิด ก็จะง่ายต่อการควบคุมได้เป็นอย่างมาก ทั้งยังง่ายต่อการจัดการอีกด้วย

ซึ่งอาการโดยส่วนใหญ่ของโควิด 19 ที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยนั่นก็คือ มีไข้ขึ้นสูง (มากกว่า 37.5 °C) มีอาการจาม ไอ เจ็บคอ หรือหายใจลำบาก เพราะเชื้อไวรัสตัวนี้เป็นเชื้อไวรัสที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ สามารถอ่านบทความ “รู้สึกไม่สบาย มีอาการปวดหัว ตัวร้อน เจ็บคอ จะเป็นโควิด 19 ไหม” เพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกต่างของไข้หวัดธรรมดาและโควิด 19

หมายเหตุ: เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ที่สามารถวัดไข้ได้แก่ ปรอทวัดแบบหลอดแก้ว, ปรอทวัดไข้ดิจิตอล และเครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรด กรณีที่ต้องตรวจคัดกรองผู้คนจำนวนมาก ๆ แนะนำเป็นเครื่องวัดอุณหภูมิอินฟราเรดที่ยิงผ่านผิวหนัง0tจะปลอดภัยที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแบบที่ยิงบริเวณหน้าผากอย่างที่เราเห็ยกันบ่อย ๆ และสำหรับใครที่ต้องการมีเครื่องวัดไข้ส่วนตัวแนะนำเป็นปรอทวัดไข้ดิจิตอลดีกว่าค่ะ เพราะพกพาสะดวก มีราคาไม่แพง

อาการที่พบบ่อย อาการที่พบได้น้อย อาการที่ไม่พบ
  • มีไข้สูง 87.9%
  • ไอแห้ง 67.7%
  • เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย 38.1%
  • ไอมีเสมหะ 33.4%
  • หายใจไม่สะดวก 18.6%
  • เจ็บคอ 13.9%
  • ปวดหัว 13.6%
  • ปวดข้อกระดูก-กล้ามเนื้อ 4.8%
  • ตัวเย็น 11.4%
  • คลื่นไส้ 5%
  • คัดจมูก 4.8%
  • ท้องเสีย 3.7%
  • ไอเป็นเลือด 0.9%
  • ตาแดง 0.8%
น้ำมูกไหล

โดยอาการเหล่านี้จะช่วยคุณคัดกรองตัวเองและคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี หากพบว่าใครมีอาการตามที่กล่าวมา ต้องให้นักเรียน-นักศึกษาหยุดเรียนและไปรีบพบแพทย์หรือแจ้งพนักงานควบคุมโรคติดต่อ โทร 1669 โดยทันที ที่สำคัญควรจะงดเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะขณะไปพบแพทย์พร้อมทั้งสวมหน้ากากตลอดเวลาขณะที่เดินทาง

แต่บางครั้งผู้ที่ติดเชื้อโดยที่ไม่รู้ตัวแต่ที่มีสุขภาพแข็งแรง ก็ไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็นได้เหมือนกัน มันจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างตรวจคัดกรองได้ยาก ดังนั้นคุณจึงต้องป้องกันตัวเองด้วยวิธีที่ถูกต้อง ซึ่งเราจะมาบอกถึงวิธีการปฏิบัติตัวอย่างไร เมื่อต้องอยู่ในสถานที่เสี่ยงอย่างโรงเรียนในช่วงเฝ้าระวัง โควิด 19 กันค่ะ

โควิด 19 ติดต่อทางไหน

อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะคะ ว่าโควิด 19 นั้น ติดต่อกันได้ 3 ทาง นั่นก็คือ ทางจมูก ทางปาก และทางดวงตา ที่อาจจะเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยไม่ตั้งใจ อาทิเช่น

  • การสัมผัสทางมือ: ที่อาจจะโดนสารคัดหลั่งของผู้ติด (อย่างน้ำลาย) และเผลอเอามือไปสัมผัสจมูก, ปาก และทางดวงตาอีกที
  • ละอองการกระเด็น: การได้รับสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อที่เป็นละอองฝอยและกระเด็นเข้าสู่จมูก, ปาก และทางดวงตาขชองคุณจากการไอ จาม พูดคุยในระยะใกล้เป็นต้น
วิธีป้องกันตัวเองจาก COVID-19

ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมองค์การอนามัยโลก (WHO) ถึงรณรงค์ให้ผู้คนล้างมือบ่อย ๆ และสวมหน้ากากป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อและการแพร่กระจายเชื้อ คุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบทความของเราถึง “วิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ COVID-19

ข้อปฎิบัติสำหรับนักเรียน ในสถาณการณ์โควิด 19

สำหรับโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่มีทั้งเด็กนักเรียน, ครู, ผู้ดูแลเด็ก รวมถึงเจ้าที่และพนังงานฝ่ายต่าง ๆ อาทิเช่น แม่ครัว แม้บ้านทำความสะอาด เป็นต้น จัดได้ว่าเป็นสถานที่ที่มีผู้คนหลายประเภท-หลายวัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก จึงมีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายเชื้อได้ง่าย ดังนั้นทางสถานศึกษาจึงต้องมี มาตรการการป้องกันโควิด 19 ของโรงเรียนหรือมหาลัย และสำหรับนักเรียนหรือผู้ปกครองก็ต้องให้ความร่วมมือในการป้องกัน โควิด 19 และปฏิบัติตัวตามกฏข้อบังคับอย่างเคร่งครัด

1. สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาที่อยู่ในสถานศึกษา

หน้ากากอนามัย หน้ากาก N95 หรือหน้ากากผ้านั้น เป็นหนึ่งในไอเท็มที่ขาดไม่ได้ในยุคโควิดเลยค่ะ เพราะมันจะช่วยปกป้องคุณจากเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ดี  สำหรับหน้ากากอนามัยและหน้ากาก N95 นั้นแน่นอนว่ามันมีคุณสมบัติมากพอที่จะกันน้ำหรือละอองน้ำจากการกระเด็นได้ดี แต่สำหรับหน้ากากผ้านั้น คุณจะต้องเลือกชนิดของผ้าที่สามารถกันละอองได้ด้วยนะคะ อาทิเช่น ผ้าฝ้ายมัสลินหรือผ้าสาลู ที่ได้รับการยืนยันจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่าสามารถใช้ป้องกัน COVIC 19 ได้เช่นกัน และหากคุณต้องการให้หน้ากากผ้าสามารถกันฝุ่น PM2.5 ได้ด้วย คุณจะต้องเลือกหน้ากากผ้าที่มีชั้นกรองสำหรับใส่ฟิลเตอร์กันฝุ่น สำหรับใครที่อยากจะทำหน้ากากผ้าเองนั้นและต้องการรู้ว่าชนิดผ้าแต่ละชนิดควรมีชั้นกรองกี่ชั้นถึงจะสามารถป้องกันละอองน้ำได้? เรามีบทความดี ๆ มาแนะนำกันค่ะ “ทำหน้ากากผ้าทำเอง[DIY]

หน้ากาก เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้
หน้ากากอนามัยแบบคาร์บอน
หน้ากากอนามัยทางการแพทย์
หน้ากากอนามัย N95

สำหรับกรณีที่จะใช้หน้ากากอนามัยซ้ำนั้น ต้องใช้รังสียูวีในการฆ่าโควิด-19 ซึ่งสามารถใช้เครื่องอบยูวีที่นิยมใช้ทำความขวดนมเด็กเล็ก เพื่อนำหน้ากากอนามัยมาใช้ใหม่ได้ คุณสามารถอ่านบทความ “เครื่องอบยูวี และหลอดยูวี ฆ่าเชื้อไวรัส โควิด” เพิ่มเติมได้สำหรับใครที่ต้องการนำหน้ากากอนามัยมาใช้ซ้ำ

ในส่วนของการทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วนั้น เราแนะนำให้คุณตัดสายคล้องหู หรือเจาะตรงกลางหน้ากากก่อนทิ้ง และควรจะใส่ถุงให้มิดชิดทุกครั้งด้วยนะคะ (อย่าลืมล้างมือหลังถอดหน้ากากอนามัยให้สะอาดทุกครั้งด้วยเช่นกัน)

หมายเหตุ: นักเรียนสามารถสวมหน้ากากที่มีลวดลายสีสันต่าง ๆ ได้ตามปกติ เพราะจุดประสงค์หลักของการสวมหน้ากากนั้นคือเพื่อป้องกันและลดการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรน่า – อ้างอิงจาก เพจ Facebook ศธ.360 องศา

2. การเว้นระยะห่าง Social Distancing

งดอยู่ที่ในพื้นที่ผู้คนแออัด หรือหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้คนรอบข้างแม้ว่าคุณกับเพื่อนจะสนิทสนมกันมากเพียงใด แต่ในเวลานี้ทุกคนจะต้องเว้นระยะห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตรไปก่อนจนกว่าจะสามารถคิดค้นวัคซีนหรือยารักษาโควิดได้ (ความคืบหน้าของวัคซีนหรือยารักษาโควิด) และควรหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้ที่มีอาการไอ จาม มีไข้ มีน้ำมูก เป็นต้น

นอกจากนี้ควรจะรักษาระยะห่างของการนั่งเรียน นั่งทานข้าว และการทำกิจกรรมกลุ่มสำหรับการผ่อนคลาย หรือการเล่นกีฬาที่ต้องมีผู้เล่นมากกว่า 6 คนควรจะงดไปก่อน

Social Distancing ระหว่างเดินโดยขนส่งสาธารณะ

หมายเหตุ: ทั้งนี้และทั้งนั้นคุณควรจะเว้นระยะห่างหรือ social distancing ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางมาสถานศึกษาด้วยขนส่งสาธารณะหรือตอนที่อยู่ในสถานศึกษาแล้วก็ตาม

3. ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อย ๆ

พยายามล้างมือบ่อย ๆ ให้สะอาดด้วยสบู่ โดยแนะนำให้ล้างมทออย่างน้อย 20 วินาที ไม่ว่าจะก่อนพักกลางวัน หลังเข้าห้องน้ำ และควรงดสัมผัสใบหน้า หากไม่สะดวกล้างมือให้ใช้เป็นเจลแอลกอฮอล์ล้างมือที่มีความเข้มข้นอย่างน้อย 70% กรณีที่ล้างมือบ่อยจนมือแห้งขาดความชุ่มชื้นแนะนำให้ อ่านบทความ “ป้องกันปัญหามือแห้ง จากการล้างมือบ่อย

วิธีล้างมือที่ถูกต้อง รูปภาพจากสํานักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

หมายเหตุ: แต่หากเป็นไปได้เราแนะนำให้คุณล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดจะดีที่สุดค่ะ เพราะการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดนั้นเป็นการล้างเอาเชื้อโรค เชื้อไวรัสออกจากมือให้ไหลไปกับน้ำโดยมีสบู่เป็นตัวช่วย เมื่อเทียบกับการใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือแล้วนั้นเจลแอลกอฮอล์ล้างมือจะมีประสิทธิภาพทำให้เชื้อไวรัสตายได้ก็จริง แต่เชื้อจะยังคงอยู่ที่มือของคุณ

4. ทำความสะอาดพิ้นที่ผิวที่สัมผัสบ่อย ๆ

ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เครื่องเขียน อย่าง ปากกา, ดินสอ, สมุด, อุปกรณ์ลบคำผิด และกล่องดินสอ เป็นต้น โดยอาจจะใช้เป็นทิชชู่เปียกสูตรฆ่าเชื้อ, ผ้าเช็ดทำความสะอาดสำหรับฆ่าเชื้อที่ใช้น้ำยาฟอกขาว, สเปร์ยฆ่าเชื้อ หรือสเปร์ยแอลกอฮอล์เข้มข้นอย่างน้อย 70% และอย่าลืมหมั่นทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือบ่อย ๆ ด้วยเช่นกัน

อุปกรณ์การเรียน

หมายเหตุ: กรณีทำเจลแอลกอฮอล์ล้างมือหรือสเปร์ยแอลกอฮอล์ด้วยตัวเอง ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ใช่เมทิลแอลกอฮอล์ที่อันตรายต่อร่างกาย สำหรับเครื่องประดับอื่น ๆ อย่างเช่น นาฬิกาหรือแว่นสายตาจะต้องกลับไปทำความสะอาดที่บ้าน โดยสามารถอ่านรายละเอียดการทำความสะอาดได้จาก “วิธีทำความสะอาดนาฬิกาและเครื่องประดับ” หรือการใช้ “เครื่องล้างเครื่องประดับโดยเฉพาะ” ในราคาไม่กี่ร้อยบาท

5. พกของใช้ส่วนตัวไปเอง

ของใช้ส่วนตัวที่คุณอาจจะต้องพกไปเอง อย่างเช่น ผ้าเช็ดหน้า, กระดาษทิชชู่, ช้อนส้อม, แก้วน้ำ, ขวดน้ำ และอุปกรณ์เครื่องเขียนต่าง ๆ เพื่อป้องกันการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่นโดยไม่จำเป็น หรือหากใครอยากจะพกกล่องข้าวไปทานก็ดูจะเป็นไอเดียที่ดี ทั้งสะอาด ปลอดภัย และประหยัดเงิน ในกระเป๋าอีกด้วยนะคะ

พกข้าวกล่องไปเอง

6. อยากจามหรือสั่งน้ำมูกต้องทำอย่างไร

หากคุณเป็นภูมิแพ้ที่มีอาการอยากจามหรือสั่งน้ำมูก ห้ามจามหรือไอใส่ฝามือเด็ดขาด ให้คุณปิดปากของตัวเองให้มิดชิดด้วยกระดาษทิชชู่ หรือในกรณีที่หากระดาษทิชชู่ไม่ทันนั้น แนะนำให้จามใส่ข้อศอก ป้องกันเชื้อฟุ้งกระจายได้ และในกรณีที่ใช้กระดาษทิชชู่นั้น คุณควรจะเก็บทิ้งอย่างมิดชิดให้เรียบร้อย และอย่าลืมล้างมือ-ข้อศอกให้สะอาดหลังไอหรือจามด้วยนะคะ – อ้างอิงจาก กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ของสหรัฐอเมริกา CDC

อยากจามหรือสั่งน้ำมูกต้องทำอย่างไร

7. อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที ที่กลับบ้าน

เมื่อกลับถึงบ้านคุณควรจะเปลี่ยนเสื้อผ้าและอาบน้ำโดยทันที สำหรับเสื้อผ้าที่ใส่ออกนอกบ้านนั้นควรจะใส่น้ำยาฟอกขาว อย่าง Clorox, Haiter, Hygiene สารประกอบไอโอดีน เช่น Betadine ก็มีประสิทธิภาพคล้ายน้ำยาฟอกขาว หรือน้ำยาฆ่าเชื้อสำหรับผลิตภัณฑ์ซักผ้าอย่าง Dettol ผสมลงไปในการซักผ้าด้วยนะคะ และที่สำคัญไม่ควรใช้เครื่องซักผ้าสาธารณะร่วมกับผู้อื่นเป็นการดีที่สุดในช่วงเวลานี้

8. ทำอย่างไรเมื่อมีอาการคล้ายโรคโควิค 19

หากพบว่าตนเองป่วยติดเชื้อ, เข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิค 19 หรือมีอาการคล้ายกับโควิค 19 ตามที่เรากล่าวไปแล้วในหัวข้อข้างต้น คุณจะต้องหยุดเรียนโดยทันทีและไปพบแพยท์ หรือโทรไปที่กรมควบคุมโรคติดต่อ (1669) สำหรับใครที่มีอาการแต่ตรวจครั้งแรกยังไม่เจอควรจะกักตัวอยู่บ้าน 14 วัน ก่อนและจะต้องตรวจอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ แต่สำหรับใครที่เข้าข่ายในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไปแล้ว แนะนำให้อ่านวิธี “กักตัวอยู่บ้าน 14 วัน ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร กรณีเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิค 19” ได้จากบทความของเรา

9. ดูแลสุขภาพ

อย่าลืมดูแลสุขภาพของตัว ทานอาหารให้ตรงเวลาและควรจะทานอาหารให้ครบห้าหมู่ หมั่นออกกำลังกายอบย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก: คู่มือการจัดการโรงเรียน รับมือโควิด 19

Mine Melody

Mine Melody

I am a graduate of Department of Computer Engineering Prince of Songkhla University. I really enjoy writing and reviewing technology and women's products.

Related Posts

Next Post